EDS แคมป์ที่พักของสายลับหน้าใหม่
ยินดีต้อนรับเข้าสู่EDS แคมป์ที่พักของสายลับหน้าใหม่ สถานที่รวบรวมบุคคลหน้าแปลก เอ้ย แปลกหน้าที่รักการผจญภัย อยากรู้อยากเห็น และสนุกไปกับแชทกับผู้คนมากมาย ลองสมัครแล้วมาเป็นสมาชิกด้วยกันสิ ^ ^

Go down
/Charcoal/
/Charcoal/
ผู้รวบรวมความจริง
ผู้รวบรวมความจริง
จำนวนข้อความ : 2223
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 171
วันเกิด : 02/03/1920

บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Empty บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES)

on Fri Oct 07, 2011 12:57 am
ความรุนแรงของบาดแผล
บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคมแบ่งออกเป็น
1. แผลถลอก (ABRASIONS)
2. แผลช้ำเขียวหรือฟกช้ำ (CONTUSIONS)
3. แผลฉีกขาด (LACERATIONS)
4. แผลกระดูกหัก (FRACTURES OF SKELETON SYSTEM)

แผลป้องกันตัวที่เกิดจากของแข็งไม่มีคม
การบาดเจ็บต่อกะโหลกศีรษะและสมอง
- การบาดเจ็บต่อหนังศีรษะ
- กะโหลกแตก
- สมองช้ำและฉีกขาด
- เลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก
- เลือดออกในเนื้อสมอง
- เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก
- การบาดเจ็บต่อใยประสาทในสมอง
- การตายจากคอนคัสชั่นของสมอง
- เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นใน
- การบาดเจ็บของสมองที่เกิดจากสมองบวมหรือสมองคั่งน้ำมาก
- การบาดเจ็บจากการชกมวย
การบาดเจ็บต่อช่องอก
- การบาดเจ็บต่อกระดูกซี่โครง
- การบาดเจ็บต่อหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจ
- การบาดเจ็บต่อเส้นเลือดแดงใหญ่จากหัวใจ
- การบาดเจ็บต่อกะบังลม
- การบาดเจ็บต่อปอดและหลอดลม
การบาดเจ็บต่อช่องท้อง
- การบาดเจ็บต่อตับ
- การบาดเจ็บต่อตับอ่อน
- การบาดเจ็บต่อม้าม
- การบาดเจ็บของทางเดินอาหาร
- การบาดเจ็บต่อไต
- การบาดเจ็บต่อกระเพาะปัสสาวะ
- การบาดเจ็บต่ออวัยวะสืบพันธ์ภายใน
- การบาดเจ็บต่อแขนขา

บาดแผลที่เกิดจากการกระทบกระแทกกับของแข็งที่ไม่มีคมจะเป็นบาดแผลที่เริ่มเกิดขึ้นที่ผิวนอกของร่างกายและลึกเข้าสู่ภายในตามความรุนแรงของแรงที่มากระทบ
ความรุนแรงของบาดแผลขึ้นอยู่กับ
1.ปริมาณพลังงานที่กระทำต่อร่างกาย
ของแข็งไม่มีคมชนิดเดียวกันกระแทกถูกร่างกายด้วยแรงต่างกัน แรงที่มากกว่าย่อมทำอันตรายแก่ร่างกายได้มากกว่า
2.ระยะเวลาที่กระทบกับร่างกาย
ของแข็งชนิดเดียวกัน กระแทกด้วยแรงที่เท่ากัน ถ้าการกระทบใช้เวลามากกว่า ความรุนแรงจะน้อยกว่า เช่น การใช้ไม้แบบเดียวกันตีที่ร่างกายด้วยแรงเท่ากัน ถ้าร่างกายเคลื่อนที่ไปในทางเดียวกับการตี ช่วงเวลาที่ไม้กับร่างกายจะได้สัมผัสกันย่อมนานกว่า เมื่อเทียบกับร่างกายที่เคลื่อนที่สวนทางกับการตี การเคลื่อนสวนทางจะได้รับแรงกระแทกมากกว่า
3.ตำแหน่งของร่างกายที่ถูกกระทบ
ส่วนต่างๆของร่างกายมีลักษณะของเนื้อเยื่อแตกต่างกัน เช่น ที่ศีรษะ มีหนังหุ้มกะโหลกอยู่หนาประมาณครึ่งเซ็นติเมตร และมีแผ่นกะโหลกรองอยู่ ย่อมเกิดการบาดเจ็บต่อหนังศีรษะได้ง่ายเมื่อถูกตีด้วยของแข็ง เพราะแรงของของแข็งที่ตีจะอัดกับกะโหลก ทำให้หนังศีรษะฉีกขาดได้ง่าย เมื่อเทียบกับการตีด้วยของแข็งชนิดเดียวกันที่แผ่นหลังการฉีกขาดย่อมเกิดได้น้อยกว่า
4.ความกว้างของพื้นผิวที่กระทบ
ยิ่งพื้นผิวของการกระทบกว้าง การบาดเจ็บจะยิ่งลดลงเช่น ถ้าใช้ไม้แผ่นที่กว้างกว่าตีด้วยแรงที่เท่ากันไม้ที่มีพื้นที่ของการกระทบมากกว่าจะทำให้การบาดเจ็บน้อยกว่าการตีด้วยไม้ขนาดเล็กกว่าที่ตีด้วยแรงเท่ากัน
5.ลักษณะของสิ่งที่กระทบ
ถ้าสิ่งที่กระทบแข็งกว่าตีด้วยแรงเท่ากันย่อมทำให้เกิดการบาดเจ็บได้มากกว่า หรือถ้าตีด้วยแรงเท่ากันสิ่งที่ตีเกิดงอหรือหักขณะที่กระทบ การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจะน้อยกว่าไม่หัก เพราะแรงที่ตีบางส่วนจะถูกใช้ไปในการเปลี่ยนสภาพของไม้ ทำให้แรงที่กระทำต่อร่างกายลดลง

บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคมแบ่งออกเป็น 4 ชนิดคือ
1. แผลถลอก (ABRASIONS)
2. แผลช้ำเขียวหรือฟกช้ำ (CONTUSIONS)
3. แผลฉีกขาด(LACERATIONS)
4. แผลกระดูกหัก (FRACTURES OF SKELETON SYSTEM)
บาดแผลที่เกิดขึ้นมักจะเริ่มด้วยถลอก ช้ำ ฉีก และหัก หรืออาจมีทั้ง4ชนิดร่วมกันเลยก็ได้
แผลถลอก(ABRASIONS)
เป็นแผลที่เกิดกับผิวหนังชั้นนอก ทำให้ผิวหนังชั้นนอกหลุดหรือถูกทำลาย เช่นถูกครูดกับของแข็ง เรียกว่าครูดถลอก แต่ถ้าถูกของแข็งตีผิวหนังชั้นนอกจะถูกกดกระแทกลงตรงๆก็ทำให้ผิวหนังชั้นนอกเกิดเป็นแผลถลอกขึ้นได้ เรียกว่ากระแทกถลอก
การเสียดสีกับสิ่งที่ไม่มีคมก็เกิดแผลถลอกได้ เช่นเสียดสีกับสิ่งที่รัดข้อมือข้อเท้า สิ่งที่รัดคอ เป็นต้น
ลักษณะของแผลถลอกจะเป็นแผลเฉพาะที่ผิวหนังชั้นนอก ในขณะมีชีวิตอยู่แผลจะหายในเวลาไม่นาน( 2 - 3 วัน) ถ้าไม่มีการติดเชื้อ และมักไม่มีแผลเป็น
แผลถลอกที่เกิดขึ้นหลังตายจะเป็นสีเหลืองและใส ไม่มีสีเหมือนแผลถลอกก่อนตาย แต่ถ้าทิ้งไว้นานหลายชั่วโมงสีอาจจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำลงและอาจจะแยกจากแผลถลอกก่อนตายได้ยาก
แผลถลอกมีความสำคัญทางนิติเวชแพทย์ที่เป็นข้อบ่งชี้ว่าได้เริ่มมีการบาดเจ็บจากของแข็งไม่มีคมแล้ว
แผลครูดถลอก เกิดจากการที่ของแข็งครูดหรือขูดผ่านผิวหนังทำให้ผิวชั้นนอกหลุดหายไปดังกล่าวบางครั้งการครูดอาจจะลึกลงไปถึงใต้ผิวชั้นนอกทำให้มีเลือดออกซิบๆที่ผิวหนังและเกิดสะเก็ดแผลตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเช่นรายที่ครูดไถลไปกับพื้นถนน ถูกข่วน หรือถูกรัดคอ ถูกมัดมือมัดเท้าเป็นต้น บางครั้งลักษณะของผิวหนังชั้นนอกตรงส่วนปลายของการครูดถลอกจะมีลักษณะยกขึ้นเป็นทางออก ซึ่งทำให้บอกทิศทางของการครูดได้ แต่ในทางปฏิบัติจะต้องใช้แว่นขยายช่วยและบ่อยครั้งที่ไม่พบลักษณะนี้
แผลกระแทกถลอก เกิดจากการกระแทกตรงมาบนผิวหนังทำให้ผิวหนังชั้นนอกนั้นสลายตัว ซึ่งการเกิดการถลอกในลักษณะนี้มีความสำคัญต่อในทางนิติเวช เนื่องจากการกระแทกถลอกอาจจะเกิดมีลักษณะของสิ่งที่มากระแทกปรากฏบนผิวหนังด้วย(patterned abrasion) ซึ่งจะนำไปสู่การสืบหาหรือเปรียบเทียบกับวัตถุที่ใช้ในการประทุษร้ายได้ นอกจากนั้นแผลกระแทกถลอกที่เกิดร่วมกับบาดแผลอื่นๆจะช่วยบอกอีกหลายอย่าง เข่น แผลถลอกที่ขอบแผลถูกแทงช่วยบอกว่าการแทงนั้นแทงมิดด้าม หรือช่วยบอกลักษณะของมีดที่ใช้ และแผลถลอกเล็กๆรอบๆรูทางเข้าของกระสุนปืนเป็นการยืนยันว่าแผลนั้นเป็นทางเข้า(อ่านรายละเอียดได้ในเรื่องบาดแผลถูกของแข็งมีคมและ แผลกระสุนปืน)

แผลช้ำเขียวหรือฟกช้ำ(CONTUSIONS)
แผลช้ำเขียวหรือฟกช้ำ (ต่อไปจะเรียกแผลช้ำ) เกิดจากการที่เส้นเลือดแตกและมีเม็ดเลือดแทรกเข้าในเนื้อเยื่อจากการกระทบกระแทก การช้ำเช่นนี้ก็เกิดในอวัยวะภายในได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น กล้ามเนื้อ หัวใจ ปอด ตับ หรือสมอง บางครั้งจำนวนเลือดที่ออกมามีมากและคั่งเป็นก้อนก็ได้ ตามที่กล่าวแล้วในบทก่อนว่าเมื่อร่างกายเน่า ลิวิดิตี้อาจจะทำให้เห็นคล้ายการช้ำได้ถ้าผู้ตรวจขาดความรู้ทางนิติเวช
การเกิดการช้ำจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของแรงที่กระทำต่อร่างกายและการช้ำนี้เกิดได้ง่ายโดยเฉพาะในบริเวณเนื้อเยื่อที่ยืดหยุ่น การฟกช้ำบางครั้งช่วยบอกลักษณะของสิ่งที่มากระทบได้เช่นกัน
การเกิดการช้ำที่อวัยวะภายในบางครั้งอาจจะมองไม่เห็นจากภายนอกเช่นการถูกชก ผิวหนังหน้าท้องอาจไม่ปรากฏแผลแต่ อวัยวะภายในเช่นตับ ลำไส้ อาจจะช้ำหรือถึงขั้นฉีกขาดก็ได้
ผิวหนังที่มีสีคล้ำมากเช่นคนผิวดำ การช้ำของผิวหนังอาจมองไม่เห็นหรือเห็นไม่ชัด
การหายของการช้ำ สีของการช้ำจะค่อยเปลี่ยนไป สีของการช้ำในระยะแรกจะปรากฏเป็นสีน้ำเงินเข้ม แดงคล้ำ หรือม่วง เมื่อเม็ดเลือดเริ่มสลายตัวสีจะค่อยเปลี่ยนเป็นม่วงอ่อน เขียว เหลืองคล้ำ เหลืองอ่อน แล้วจึงสลายไปเป็นสีผิวหนังปกติ แต่ระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ผันแปรตามความรุนแรงของการช้ำจนไม่สามารถประมาณเวลาได้ บอกได้แต่เพียงว่าเป็นแผลช้ำเก่า หรือแผลช้ำใหม่เท่านั้น
สิ่งที่สำคัญคือการพบแผลฟกช้ำหลายๆแผลและมีทั้งแผลเก่ากับแผลใหม่แสดงว่าได้มีการทำร้ายในเวลาต่างๆกัน มักพบในรายที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองทำร้ายเด็ก
แผลช้ำบนร่างกายส่วนมากมักไม่ทำให้ตาย แต่ถ้าแผลช้ำทั่วร่างกายอาจจะทำให้ตายเพราะเสียเลือดออกไปนอกระบบไหลเวียนโลหิตมากเกินไปได้
การช้ำมากอาจไม่ใช่เครื่องชี้ว่ามีการกระทบกระแทกแรงมากเพราะการช้ำขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ และ สุขภาพของบุคคล และตำแหน่งที่กระทบด้วย ผู้สูงอายุกับเด็กเล็กและหญิงที่อ้วนจะเกิดการช้ำได้ง่ายกว่าและมากกว่าคนที่ร่างกายแข็งแรง ผู้เป็นตับแข็ง โรคเลือด และพวกที่กินยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้าเช่นแอสไพริน ก็ทำให้เกิดการช้ำได้ง่ายและรุนแรงได้
บริเวณหนังตา เป็นบริเวณที่เกิดช้ำง่ายเมื่อถูกกระทบจะช้ำมากกว่าที่บริเวณฝ่ามือเป็นต้น
โดยทั่วไปถือว่าการเกิดแผลช้ำต้องเกิดก่อนตาย มีรายงานทางการแพทย์ตั้งแต่1957 ว่าแผลช้ำอาจจะเกิดหลังตายได้ถ้าการกระทบกระแทกรุนแรงมากและเกิดภายใน 2-3ชม.หลังตาย แต่ผู้เขียนทดลองใช้ฆ้อนตีที่หน้าแข้งและที่หลังของศพหลายราย (แต่ส่วนใหญ่เป็นศพที่ตายตั้งแต่3-4ชม.ขึ้นไป) ไม่พบแผลถลอกหรือแผลช้ำที่เหมือนกับที่เกิดในคนมีชีวิตสักรายเดียว ถึงแม้ว่าจะตีที่ตรงตำแหน่งของลิวิดิตี้ก็ตาม

แผลฉีกขาด(LACERATIONS)
แผลฉีกขาดคือแผลที่เกิดจากแรงบดขยี้ของของแข็งไม่มีคม และในทำนองเดียวกับแผลช้ำ อวัยวะภายในก็เกิดการฉีกขาดได้โดยผิวหนังไม่ฉีกขาด การกระทบกระแทกอาจเกิดจากการถูกตี หกล้ม หรือรถชนฯลฯ แผลฉีกขาดอาจมักไม่แสดงรูปร่างของสิ่งที่กระทบ ท่อนเหล็กเส้นอาจจะทำให้เกิดแผลฉีกขาดรูปตรง หรือรูป Y ก็ได้ การตรวจหาเวลาการเกิดแผลก็ยากเช่นกัน แผลฉีกขาดเกิดง่ายในส่วนที่มีกระดูกรองรับ เช่น ศีรษะ
แผลฉีกขาดเนื้อหลุด(AVULSION) เป็นการฉีกขาดจากของแข็งไม่มีคมที่เกิดจากการที่ของแข็งบดขยี้เนื้อเยื่อทิศทางที่เฉียงต่อร่างกายทำให้เนื้อส่วนที่ถูกขยี้หลุดออกจากร่างกาย โดยอาจจะเหลือเนื้อติดกับร่างกายบางส่วน หรือหลุดขาดออกไปเลยก็ได้ ถ้าผิวหนังส่วนนั้นยืดได้มากอาจจะมีการหลุดของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังโดยที่หนังภายนอกไม่ขาด เกิดเป็นโพรงอยู่ภายใน และมีเลือดออกมาเต็มโพรงนั้นก็มี
ลักษณะสำคัญของแผลฉีกขาด จากของแข็งไม่มีคม คือ
1. มักจะมีขอบไม่เรียบ แต่อาจจะเกิดแผลค่อนข้างเรียบได้ในกรณีที่ของแข็งมากและใช้ส่วนที่เป็นมุมมากระทบ ในขณะเดียวกันการถูกของแข็งมีคมที่ไม่ค่อยคมก็อาจเกิดขอบถลอกน้อยๆได้ หรือมีการถลอกในการแทงมิดด้ามดังกล่าวแล้ว
2. มักมีแผลช้ำหรือถลอกรวมอยู่ที่ขอบแผล อาจจะพบมากหรือน้อย ก็ได้
3. มักมีสะพานเนื้อเยื่อในบาดแผล ลักษณะนี้เป็นเครื่องชี้ว่าเป็นแผลฉีกขาดไม่ใช่แผลถูกแทง
4. มักมีโพรงแผล การมีโพรงแผลเป็นอีกลักษณะหนึ่งที่จำเพาะของบาดแผลฉีกขาดจากของแข็งไม่มีคม

แผลกระดูกหัก
แผลกระดูกหักเกิดจากการกระแทกกับของแข็งไม่มีคม แต่ของแข็งมีคมก็อาจเกิดการตัดกระดูกได้ แต่แผลที่เกิดขึ้นบนกระดูกจะมีลักษณะต่างกันโดยสิ้นเชิงแผลกระดูกหักเกิดได้ทั้งจากการกระแทกโดยตรงหรือโดยอ้อม


กระดูกเชิงกรานหัก
กระดูกเชิงกรานมีลักษณะพิเศษกว่ากระดูกอื่น เพราะเป็นกระดูกหลายชิ้นแต่เชื่อมติดกันเป็นวง ฉะนั้นการแตกของส่วนใดส่วนหนึ่งจะมีผลกระทบกับส่วนอื่นๆด้วยแบ่งตามทิศทางของแรงที่กดหรือกระแทก

แผลป้องกันตัวที่เกิดจากของแข็งไม่มีคม
แผลจากของแข็งไม่มีคมเกิดขึ้นบริเวณหลังมือหรือแขนด้านนอกแสดงลักษณะของการป้องกันตัวเอง เป็นเครื่องบอกว่าผู้บาดเจ็บหรือตายรู้ตัวว่ามีการทำร้ายและพยายามปัดป้องตนเอง ไม่ใช่ถูกกระทำโดยไม่รู้ตัว และเป็นแผลที่ช่วยชี้ว่าบาดแผลนี้น่าจะเกิดจากผู้อื่นทำ การฆ่าตัวตายจะไม่มีแผลแห่งการป้องกันตัวนี้ แผลการป้องกันตัวอาจเกิดที่ต้นขาด้านในหรือด้านหน้าหรือบริเวณใกล้เคียงได้ในกรณีที่ถูกข่มขืน
การบาดเจ็บต่อกะโหลกศีรษะและสมอง
การบาดเจ็บของกะโหลกศีรษะและสมองมีกลไกในการเกิดการบาดเจ็บต่างจากกระดูกและเนื้อเยื่อส่วนอื่นๆของร่างกาย เนื่องจากกะโหลกเป็นกระดูกที่มีลักษณะแบนเป็นแผ่นติดต่อกันเป็นรูปทรงกลม ส่วนสมองนั้นเป็นอวัยวะที่มีลักษณะนิ่มและอยู่ในโพรงกะโหลกโดยไม่ได้ยึดติดกับส่วนใดอย่างแน่นหนาพอ เนื้อสมองจะยึดติดกับโพรงกะโหลกต่างๆด้วยเส้นประสาท และยึดติดกับเยื่อหุ้มสมองชั้นนอกโดยเส้นเลือดดำและแดง ซึ่งเนื้อเยื่อทั้งสองอย่างที่กล่าวมาเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่มีความแข็งแรงพอ เนื้อสมองจึงคล้ายกับลอยอยู่ในน้ำไขสันหลัง(CSF) ในโพรงกะโหลก ฉะนั้นสมองอาจจะยังเคลื่อนไหวอยู่โดยที่กะโหลกได้หยุดเคลื่อนไหวไปแล้วก็ได้

การบาดเจ็บต่อกะโหลกและสมองอาจแบ่งเป็นสองจำพวกใหญ่ๆ คือ
1. การบาดเจ็บจากการการกระทบกระแทก
การบาดเจ็บประเภทนี้เกิดจากการที่ศีรษะกระแทกกับของแข็งหรือถูกของแข็งกระทบกระแทก แบ่งออกเป็น
1.1 การบาดเจ็บต่อหนังศีรษะ
1.2 กะโหลกศีรษะแตก
1.3 สมองช้ำและฉีกขาด
1.4 เลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก
1.5 เลือดออกในเนื้อสมอง
2. การบาดเจ็บจากกการเพิ่มหรือลดความเร็ว
การบาดเจ็บประเภทนี้เกิดจากการที่มีการเพิ่มหรือลดความเร็วในการเคลื่อนไหวที่สัมพัทธ์กันระหว่างกะโหลกกับสมอง พยาธิสภาพที่เกิดขึ้นมี สองอย่างคือ
1.1 เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก subdural hemorrhage
1.2 การบาดเจ็บของเส้นใยประสาทสมอง diffuse axonal injuries
การบาดเจ็บต่อหนังศีรษะ
เหมือนการบาดเจ็บในเนื้อเยื่ออื่นๆเมื่อถูกกระทบกระแทก และการบาดเจ็บนั้นมักไม่มีอันตรายจนถึงแก่ชีวิต แต่อาจจะมีเลือดไหลออกมาค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับบาดแผลตามที่อื่นๆในร่างกาย เนื่องจากหนังศีรษะมีเส้นเลือดไปเลี้ยงด่อนข้างมาก และการฉีกขาดมักเกิดขึ้นง่ายกว่าในเนื้อเยื่อบริเวณอื่นเพราะมีกะโหลกซึ่งแข็ง รองรับการกระแทก

กะโหลกศีรษะแตก
เมื่อกะโหลกกระทบกับของแข็ง ถ้าของแข็งเป็นแผ่นแบนกะโหลกส่วนที่กระทบจะยุบตัวลงในขณะเดียวกันส่วนของกะโหลกที่อยู่ถัดออกไปจะถูกดันยกตัวขึ้น ซึ่งจุดยกตัวนี้อาจจะห่างจากจุดกระทบช่วงหนึ่ง ในส่วนที่กะโหลกโค้งมากการยุบตัวและยกตัวของกะโหลกจะเกิดไม่มากเท่าในส่วนของกะโหลกที่โค้งน้อยกว่า และถ้าเกิดการแตกของกะโหลกจะแตกตรงจุดที่ยกตัวไม่ใช่จุดที่กระทบ และจะแตกที่จุดผิวนอกของกะโหลกตามแรงยกตัว ในขณะเดียวกันส่วนที่ยุบตัวก็จะดันตัวเองให้กลับเข้าสู่สภาพเดิมตอนนี้แหละที่รอยแตกจะวิ่งเข้าไปหาจุดที่ถูกของแข็งกระทบ ซึ่งในขณะเดียวกันที่ด้านตรงข้ามก็จะเกิดปรากฏการณ์เดียวกันทำให้แผลแตกเป็นแนวผ่านจุดกระทบ หรืออาจจะพบเพียงแผลแตก ซึ่งแตกเข้ามาที่จุดกระทบแต่ไม่ถึงจุดกระทบก็ได้ เกิดเป็นแผลแตกสองแผลแยกจากกัน แต่ ถ้าการกระแทกเกิดอย่างแรงมาก เช่น ในกรณีตกจากที่สูงศีรษะกระแทกพื้น การแตกอาจแตกเป็นวงรอบจุดกระแทกและตรงจุดกระแทกก็แตกด้วย
ปริมาณการเปลี่ยนรูปร่างของกะโหลกจากการถูกตีหรือล้มกระแทกของศีรษะจะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับหลายสาเหตุเช่นลักษณะของเส้นผม หนังศีรษะ และตัวกะโหลก ความแข็ง รูปร่าง น้ำหนัก และความเร็วของวัตถุที่ใช้ตีหรือกระทบ และความยืดหยุ่นของกะโหลกด้วย
แรงที่ทำให้กะโหลกแตกเป็นแนวเส้นเกิดได้ตั้งแต่ 33.3 - 75 ฟุตปอนด์ ในกรณีที่กระทบของแข็งที่ไม่ยืดหยุ่น คำนวณได้ว่า ศีรษะหนัก 10 ปอนด์สูงจากพื้น 5 - 6 ฟุต พลังงานที่เกิดขึ้นเมื่อถึงพื้นจะประมาณ 50 - 60 ฟุตปอนด์ อยู่ในเกณฑ์ให้กะโหลกแตกได้(แลความเร็วขณะกระแทกพื้นจะประมาณ 17 - 20 ฟุตต่อวินาที หรือประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
แต่ถ้าศีรษะกระแทกกับสิ่งที่อ่อนและสามารถยืดหยุ่นได้ ศีรษะจะแตกยากขึ้น จากการทดสอบพบว่าถ้าศีรษะกระแทกสิ่งที่ยืดหยุ่นได้เช่นหน้าปัดรถยนต์หรือกระจกหน้ารถซึ่งสามารถยืดหยุ่นได้ แรงที่ใช้ในการทำให้กะโหลกแตกต้องใช้ถึง 268 - 581 ฟุตปอนด์ หรือ เมื่อมีความเร็ว 43 - 65 ฟุตต่อวินาที(46 - 72 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เมื่อนำตัวเลขของแรงที่ทำให้กะโหลกแตกมาลบออกจะพบว่าความยืดหยุ่นของสิ่งที่กระทบสามารถดูดซับแรงได้ถึง 235 - 560 ฟุตปอนด์หรือประมาณ 8 เท่า
การแตกของกะโหลกไม่ใช่เป็นเครื่องชี้บ่งความรุนแรงของการบาดเจ็บต่อสมอง กะโหลกอาจจะแตกโดยที่สมองได้รับการกระทบกระเทือนน้อยหรือไม่สลบก็ได้และสมองอาจจะถูกกระทบกระเทือนมากจนถึงเสียชีวิตโดยที่กะโหลกไม่แตกก็ได้
การที่กะโหลกแตกเป็นแนวเดียวมักพบในการกระทบกระแทกที่ความเร็วต่ำ ถ้าฟาดแรงกว่านั้น กะโหลกอาจจะแตกเป็นวงรอบจุดที่กระแทก และถ้าแรงกว่านั้นอีกอาจพบว่าตรงกลางจุดปะทะหรือกะโหลกนอกออกไปจากจุดปะทะก็แตกด้วย
ถ้ากะโหลกกระแทกกับของแข็งที่มีขนาดเล็กและค่อนข้างเร็ว การแตกของกะโหลกจะไม่มีการแตกนอกบริเวณกระแทกและหนังศีรษะก็จะไม่มีส่วนช่วยในการป้องกัน ยิ่งถ้ากระแทกด้วยความเร็วด้วยแล้ว กะโหลกมักจะแตกยุบลงและอาจจะมีการแตกร้าวออกไปจากศูนย์กลางที่ปะทะ ซึ่งการแตกเกิดจากกะโหลกด้านในแตกจากแรงกดเข้ามา เช่นกรณีถูกตีด้วยค้อนเป็นต้น แต่ถ้าแรงไม่มากพอที่ทำให้แตกก็อาจเห็นกะโหลกส่วนนอกแตกยุบลงได้
การตีที่ส่วนต่างๆของกะโหลกจะมีผลต่อการแตกต่างกัน ถ้าถูกตีที่กลางท้ายทอยมักเกิดแตกที่ฐานกะโหลก ถ้าตีที่ด้านข้างของศีรษะเยื้องไปทางท้ายทอย มักจะแตกบริเวณขมับ ถ้าถูกตีกลางแสกหน้าแนวแตกจะผ่านเข้ากระบอกตาหรือแตกลงสู่กระดูกใบหน้า(Maxilla)
การแตกของฐานกะโหลกอาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งแนวหน้า-หลัง หรือแนวซ้าย-ขวา ถ้าเป็นแนวหน้า-หลัง แรงที่กระทำจะเป็นแนวหน้า-หลังด้วย ในทำนองเดียวกันการแตกในแนวซ้าย-ขวาของฐานกะโหลกก็เกิดจากแนวแรงซ้าย-ขวา(หรือขวา-ซ้าย) เช่นกัน

เลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก
เลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นนอกพบไม่บ่อย เกิดจากการกระทบกระแทกจากการล้มหรืออุบัติเหตุจราจร มักไม่พบในคนแก่หรือเด็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบเนื่องจากทั้งสองพวกนี้เยื่อหุ้มสมองยึดติดกะโหลกแน่นมาก
เลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองเกิดจากกะโหลกแตกทำให้เส้นเลือด (มักเป็นเส้นเลือดแดง)ที่อยู่ระหว่างกะโหลกกับเยื่อหุ้มสมองชั้นนอกตรงส่วนนั้นฉีกขาดเลือดจะออกและคั่งอยู่ เมื่อมากขึ้นก็จะกดสมองทำให้เกิดอันตราย ส่วนใหญ่มักเกิดบริเวณขมับ(ทัดดอกไม้) เนื่องจากกะโหลกค่อนข้างบางและมีเส้นเลือดแดง ซึ่งเป็นแขนงของเส้นเลือดแดงที่ขึ้นมาเลี้ยงใบหน้าเข้าสู่กะโหลกที่บริเวณขมับ เมื่อกระดูกขมับแตกเส้นเลือดนี้มักฉีกขาดทำให้เลือดออกมากและตายอย่างรวดเร็ว
เลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองโดยออกจากเส้นเลือดดำพบน้อยเนื่องจากเส้นเลือดดำมีความดันต่ำ เลือดอาจจะหยุดเองได้ แต่อาจออกช้าๆ เกิดอาการเรื้อรังโดยใน 4 - 8 ชั่วโมงแรก อาจจะไม่มีอาการอะไรเลย แต่ต่อมา36-48ชั่วโมง ตายจากการที่ก้อนเลือดกดสมอง ทำให้ศูนย์การควบคุมการทำงานของร่างกายหยุดทำงาน
บางครั้งมีอาการเรื้อรังกว่านั้น และมีอาการเกินกว่า 3 วัน(มีพบนานถึง 18 วัน) ซึ่งถือว่าเป็นแบบเรื้อรังนั้นพบน้อยและมักเกิดกับการฉีกขาดของเส้นเลือดดำ โดยอาการอาจจะมีเพียงปวดศีรษะ คลื่นไส้ ซึมหรือง่วงนอนหลับง่าย เป็นอยู่หลายวันแล้วจู่ๆก็มีอาการหมดสติและถึงแก่ความตาย
บางรายอาจจะพบการเกิดเลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นนอกได้โดยไม่ปรากฏมีกะโหลกแตกก็ได้ กรณีนี้มักพบในเด็กวัยใกล้หนุ่มสาว ซึ่งเกิดเพราะเยื่อหุ้มสมองลอกตัวออกจากกะโหลกเนื่องจากการกระแทกแล้วมีเลือดออก
ฉะนั้น ในกรณีที่ผู้ต้องหาถูกกระแทกอย่างแรงที่ศีรษะมา ควรส่งให้แพทย์ทำการตรวจทุกรายก่อน แม้ว่าผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายจะมีสติดีก็ตาม

เลือดออกในเนื้อสมอง
เลือดออกในเนื้อสมองเป็นแบบสุดท้ายของการบาดเจ็บจากการถูกกระแทก มักเกิดบริเวณสมองใหญ่ส่วนหน้าต่อสมองใหญ่ส่วนข้างและมักพบร่วมกับกะโหลกแตกเช่นเดียวกัน บางครั้งการเกิดเลือดออกในเนื้อสมองอาจไม่เกิดในทันที แต่อาจจะเกิดหลายชั่วโมง หรือหลายวันหลังการกระแทก
เลือดที่ออกในเนื้อสมองจากเหตุตามธรรมชาติ เช่น ความดันสูงหรือเส้นเลือดผิดปกติมักจะออกในบริเวณก้านสมอง

เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก
เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกเป็นกลไกในการตายที่พบบ่อยที่สุดที่เกิดการบาดเจ็บต่อศีรษะจากการเพิ่มหรือลดความเร็ว ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความรุนแรงในการเกิดการบาดเจ็บด้วยเพราะส่วนใหญ่เกิดจากการที่ล้มศีรษะฟาดพื้น ฉะนั้นมักจะพบลักษณะสมองช้ำทางด้านตรงข้ามด้วย
แต่การเกิดเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกอย่างเดียวนั้นอาจไม่พบกะโหลกแตกและไม่พบสมองช้ำ หรือลักษณะอื่นในเนื้อสมอง ซึ่งพบง่ายในคนสูงอายุและพวกดื่มสุรามากๆ
ส่วนใหญ่เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกเกิดจากล้มฟาดหรือการฆาตกรรมมีเพียงส่วนน้อยที่เกิดจากอุบัติเหตุจราจร ต่างกับ การบาดเจ็บต่อใยประสาทสมองซึ่งจะเกิดจากอุบัติเหตุจราจร เป็นส่วนใหญ่
เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกเกิดได้ทั้งชนิด เฉียบพลัน(ภายใน 72 ชั่วโมง) ไม่เฉียบพลัน(ตั้งแต่ 3วัน ถึง 3 อาทิตย์) และเรื้อรัง(เกิดหลังบาดเจ็บเกิน 3 อาทิตย์) เกิดจากการที่เส้นเลือดดำที่นำเลือดกลับจากสมองเข้าสู่ช่องเลือดดำในเยื่อหุ้มสมองชั้นนอกฉีกขาด เมื่อศีรษะปะทะของแข็งทำให้กะโหลกหยุดเคลื่อนไหว แต่สมองจะยังคงเคลื่อนที่ต่อด้วยความเร็วเท่าเดิม ซึ่งเท่ากับว่าสมองได้เร่งความเร็วขึ้น ทำให้เส้นเลือดดำที่เชื่อมจากสมองไปที่เยื่อหุ้มสมอง ฉีกขาด และมีเลือดออก
ส่วนหนึ่งที่ทำให้อัตราการตายสูงเพราะในขณะที่มีการเพิ่มหรือลดความเร็วนั้นสมองเองก็เกิดการบาดเจ็บด้วย เช่น อาจจะเกิดการบาดเจ็บต่อใยประสาทสมอง สมองช้ำหรือฉีกขาดด้วย ตำแหน่งเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองจึงไม่เกี่ยวกันกับบริเวณที่กะโหลกแตก
การเกิดเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง ถ้าเกิดเร็วเลือดออกเพียง 50 มิลลิลิตรก็อาจจะถึงแก่ความตาย แต่ถ้าเกิดช้าๆอาจจะพบว่ามีเลือดจำนวนมากใต้เยื่อหุ้มสมองโดยไม่มีอาการเลือดที่ออกเร็วในสมองข้างใดข้างหนึ่งอาจกดสมองถึงก้านสมองและอาจดันเนื้อสมองให้ทะลักไปอีกข้างหนึ่งทำให้เกิดเลือดออกที่ส่วนอื่นๆ ในสมองอีกได้ ซึ่งอาจจะเกิดอย่างรวดเร็วและตายภายใน 30 นาทีหลังบาดเจ็บ

การบาดเจ็บต่อใยประสาทในสมอง
การหมดสติโดยไม่พบก้อนเลือดในสมองพบเกือบครึ่งของผู้มีการบาดเจ็บต่อศีรษะ สาเหตุของการหมดสติและตาย คือการบาดเจ็บใยประสาทในสมอง การเกิดการบาดเจ็บชนิดนี้ขึ้นอยู่กับอัตราเร่ง ความเร็ว และทิศทางการเคลื่อนที่ของศีรษะ ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดแรงดึงหรือยืดเส้นใยประสาทออกและเกิดการบาดเจ็บได้ และถ้าศีรษะกำลังเคลื่อนไปในทิศทางขวา-ซ้าย อันตรายมีมากกว่าที่ศีรษะกำลังเคลื่อนไปในทิศทางหน้า-หลัง
การบาดเจ็บต่อใยประสาทนั้นเกิดได้ตั้งแต่ระดับน้อยเส้นใยประสาท เพียงแต่อาจถูกดึงยืดออกทำให้ใยประสาทหยุดทำงานชั่วคราว จนถึงระดับที่ใยประสาทจะถูกทำลาย และสลาย หรืออาจจะถึงขาดในทันทีและเสียชีวิตทันทีก็ได้
ในรายที่เป็นน้อยๆอาจจะมีอาการแค่มึนศีรษะ หรือสลบน้อยกว่า 6 ชั่วโมงแสดงว่าไม่มีการขาดของใยประสาท ถ้าหมดสติ6-24ชั่วโมงแสดงว่ามีการกระทบกระเทือนต่อใยประสาท ระดับปานกลางหมดสติเกิน 24 ชั่วโมง แต่ไม่มีอาการแสดงว่าก้านสมองไม่ทำงานระดับรุนแรงคือสลบนานกว่า 24 ชั่วโมงและมีอาการก้านสมองไม่ทำงาน พยาธิสภาพจะเริ่มปรากฏให้เห็นได้โดยกล้องจุลทรรศน์หลัง 12 ชั่วโมงที่มีชีวิตรอด
การเกิดการบาดเจ็บต่อใยประสาทนี้จากการทดลองพบว่าระยะเวลาของการเร่งหรือลดความเร็วมีความสำคัญ ถ้าระยะเวลาสั้นคือเมื่อศีรษะปะทะของแข็งสมองมีโอกาสเร่งความเร็วในช่วงสั้นจะเกิดมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองเกิดขึ้น แต่ถ้าศีรษะปะทะสิ่งที่หยุ่นตัวได้กะโหลกจะค่อยๆลดความเร็วลงสมองมีเวลาในการเกิดอัตราเร่งนานกว่าโอกาสเกิดการบาดเจ็บต่อใยสมองจึงมีมากกว่า

การตายจากคอนคัสชั่นของสมอง
คือการตายที่น่าจะเกิดจากมีการบาดเจ็บของใยประสาทแต่ไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้เนื่องจากไม่ปรากฏพยาธิสภาพใดในสมอง อาจเกิดจากการที่มีการทำลายเส้นใยประสาทอย่างมากและเสียชีวิตโดยที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพให้ตรวจได้

เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นใน
เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นในพบบ่อยที่สุด อาจเป็นทั่วไป เป็นหย่อม เป็นมาก หรือเป็นน้อย อาจเป็นที่ส่วนบนของสมองใหญ่หรือส่วนล่างของสมองใหญ่ ในกรณีที่เป็นที่ส่วนล่างมักจะเกิดจากโรคทางธรรมชาติ ถ้าเป็นจากการบาดเจ็บมักจะมาจากการฉีกขาดของเส้นเลือดแดงที่มาเลี้ยงสมองซึ่งมักจะตายทันที
การฉีกขาดของเส้นเลือดเหล่านี้ เกิดได้ง่ายเมื่อศีรษะถูกกระแทกให้หงายไปมากๆ การผ่าศพจะพบมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นในบริเวณฐานสมองค่อนข้างมากกล้ามเนื้อที่ข้างลำคอคั่งเลือด
ลิวิดิตี้ในคนที่ตายแล้วหลายๆชั่วโมงอาจจะมีลักษณะคล้ายเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นในได้จากการที่เลือดแดงและผนังเส้นเลือดสลายตัว ทำให้เม็ดเลือดแดงออกสู่ใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นใน โดยเฉพาะที่ส่วนหลังของสมองใหญ่และสมองน้อย(กรณีศพนอนหงาย)

การบาดเจ็บของสมองที่เกิดจากสมองบวมหรือสมองคั่งน้ำมาก
เมื่อเกิดการบาดเจ็บต่อสมองไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม มักจะมีการบวมของสมองตามมาเสมอ อาจจะบวมเฉพาะที่ตรงที่มีการบาดเจ็บหรืออาจจะบวมทั้งสมอง หรืออาจจะบวมที่สมองข้างหนึ่งข้างใด เช่น สมองข้างซ้ายเกิดเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกแล้ว แพทย์ผ่าตัดดูดเอาเลือดออกไป สมองข้างซ้ายอาจจะมีการบวมตามมา และการบวมที่ตามมานี้มักจะอันตราย และเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายได้ เป็นอันตรายมากกว่าตัวก้อนเลือดเองเสียอีก
ในกรณีที่สมองกระทบกระเทือนมาก สมองอาจจะบวมมากทันทีได้ แต่บางครั้งก็เกิดขึ้นหลังการบาดเจ็บเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ บางคนสลบไปชั่วขณะแล้วฟื้นขึ้นแต่ต่อมามีอาการเกิดซึมและหมดสติไปอีกแพทย์จึงมักจะรับผู้ป่วยไว้ เพื่อสังเกตุอาการข้ามคืน มิใช่รับไว้เพื่อหากำไร
การบวมของสมองไม่ว่าจากกรณีใดถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเกิดการกดต่อสมองส่วนอื่นให้ไหลทะลักได้ทุกกรณี ถ้าการบวมของสมองเกิดอย่างรวดเร็วและเป็นเท่ากันทั้งสองข้างจะดันให้สมองน้อยส่วนทอนซิล กดลงบนรูกระดูกฐานสมองทำให้ก้านสมองไม่ทำงานหรือมีเลือดออกในเนื้อสมองส่วนนั้น แต่ถ้าการบวมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของสมองใหญ่ข้างใดข้างหนึ่งอาจจะดัน สมองให้ทะลักในรูปแบบต่างๆกัน ซึ่งล้วนแต่สามารถทำให้เสียชีวิตได้ทั้งสิ้น

การบาดเจ็บจากการชกมวย
แบ่งเป็นการบาดเจ็บที่แสดงอาการทันที กับ การบาดเจ็บที่แสดงอาการหลังจากที่เกิดการบาดเจ็บนานแล้ว
การบาดเจ็บชนิดแสดงอาการทันทีขณะชกหรือหลังการชกมักเกิดจาก
1. การมีเลือดออกในโพรงกะโหลก เช่น เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก, เลือดออกในเนื้อสมองใหญ่ส่วนผิว, หรือ เลือดออกในก้านสมอง ซึ่งเกิดจากการถูกชกจนศีรษะแหงนเงยและหมุนตัวไปอย่างมาก
2. เกิดการบาดเจ็บต่อเส้นใยประสาทสมองก็เกิดขึ้นได้ในทำนองเดียวกับข้อหนึ่ง และการถูกชกใบหน้าตรงๆให้หงายอย่างแรงและเร็วนั้นเป็นเหตุให้จอภาพ ในตาหลุดจากที่ด้วย
3. เนื้อสมองขาดเลือด เช่นถูกชกหรือกระแทกอย่างแรงที่ท้ายทอยอาจจะทำให้เกิดการขาดเลือดที่สมองน้อย ภายใน 2 - 3 วันหลังการชก
4. เกิดก้อนเลือดอุดเส้นเลือดในสมอง เกิดขึ้นเมื่อมีการกระแทกบริเวณลำคออาจทำให้เส้นเลือดแดงที่คอแตกปริแล้วเกิดเป็นก้อนเลือดแล้วก้อนเลือดหลุดขึ้นไปอุดเส้นเลือดในสมอง
5. สมองช้ำซึ่งอาจจะเกิดจากถูกชกหมดสติแล้วล้มลงศีรษะฟาดพื้น
การเกิดการบาดเจ็บของสมองทุกชนิด ที่กล่าวมาก็ยังสามารถเกิดสมองบวมและทำให้เนื้อสมองทะลัก และตายได้

ในกรณีที่เกิดมานานเรื้อรังนักมวยอาจมีอาการเมาหมัด (punch drunk syndrome) ซึ่งจะมีอาการพูดช้า แขนขากระตุก ความจำเสื่อม หงุดหงิดง่าย เดินขาถ่างและกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกซึ่งมักจะเกิดจากการถูกชกให้สมองกระเทือนแต่ไม่ถึงระดับสลบบ่อยๆนานๆ พยาธิสภาพในสมองที่พบจะเกิดจากเนื้อก้านสมองสลายตัวไปเกิดเป็นรูหรือมีพังผืดในสมองน้อยและสมองใหญ่ เซลล์ประสาทในสมองน้อยและสมองใหญ่ลดน้อยลงหรือมีพังผืด สมองเล็กลง โพรงสมองกว้างขึ้นมีเส้นใยประสาทผิดปกติในสมองใหญ่และก้านสมอง

การบาดเจ็บต่อช่องอก
อวัยวะในช่องอกประกอบไปด้วยหัวใจ ปอด เส้นเลือดแดงและดำใหญ่ ทรวงอกหุ้มไว้ด้วยกระดูก 3 ชุด คือ กระดูกกลางอก กระดูกซี่โครง และกระดูกสันหลัง
หัวใจอยู่ค่อนข้างกลางช่องอกเยื้องไปทางซ้ายเล็กน้อยและอยู่ตรงกลางระหว่างปอดทั้งสองข้าง ถูกหุ้มด้วยเยื่อหุ้มหัวใจ ปอดถูกหุ้มด้วยเยื่อหุ้มปอด
การกระทบกระแทกด้วยของแข็งไม่มีคมที่ไม่ทะลุเข้าช่องอกก็ทำให้เกิดอันตรายต่อหัวใจ ปอด และเส้นเลือดได้ บางรายไม่ปรากฏบาดแผลที่ผิวหนังหรือกระดูกด้วยซ้ำไป

ที่มา http://www.ifm.go.th


แก้ไขล่าสุดโดย GodDestroyer เมื่อ Fri Oct 07, 2011 2:09 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
/Charcoal/
/Charcoal/
ผู้รวบรวมความจริง
ผู้รวบรวมความจริง
จำนวนข้อความ : 2223
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 171
วันเกิด : 02/03/1920

บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Empty Re: บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES)

on Fri Oct 07, 2011 2:07 am
การบาดเจ็บต่อกระดูกซี่โครง
1.เกิดจากการถูกกระแทกโดยตรง เมื่อกระดูกซี่โครงหัก มันอาจตำเนื้อปอด หรือหัวใจ เกิดมีเลือด มีลมในช่องอก กระดูกซี่โครงอันที่1-3หักทางด้านหลังมักเกิดการฉีกขาดกับหลอดลมและเส้นเลือดใหญ่ ส่วนซี่โครงอันที่10-12 หักมักเกิดฉีกขาดกับกะบังลม ตับ หรือม้ามได้
2.กระดูกซี่โครงหักจากแรงกระแทกทางอ้อม การที่ช่องอกถูกกดในแนวหน้า-หลังกระดูกซี่โครงมักจะหักทางด้านข้าง ถ้ากดในแนวหลังไปหน้ามักจะหักที่ตำแหน่งใกล้กระดูกสันหลัง ถ้ากดทางด้านข้างซี่โครงจะหักใกล้กระดูกกลางอกหรือกระดูกสันหลังและอาจจะทิ่มตำหัวใจกับปอ
การบาดเจ็บต่อกระดูกกลางอก
เกิดจากการกระแทกโดยตรงเช่นกระแทกกับพวงมาลัยหรือแกนพวงมาลัยรถเป็นต้น
การช่วยชีวิตด้วยการปั๊มหัวใจอาจจะทำให้กระดูกกลางอกระดับซี่โครงอันที่3-4หักและซี่โครงอันที่ 1-6 หักได้

การบาดเจ็บต่อหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจ
การกระแทกที่ด้านหน้าของทรวงอก อาจทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างหรือกล้ามเนื้อระหว่างห้องหัวใจล่างช้ำ และอาจเกิดเลือดออกในกล้ามเนื้อหัวใจทำให้การนำกระแสคลื่นหัวใจเสีย เกิดหัวใจเต้นริกหรือหยุดเต้นได้ การช้ำเหล่านี้อาจจะเกิดจากการที่แพทย์พยายามช่วยการเต้นของหัวใจด้วยการผ่าเข้าไปนวดหัวใจหรือฉีดยาเข้าหัวใจก็ได้ถ้าไม่ตาย กล้ามเนื้อหัวใจที่ช้ำมักจะหายโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนในภายหลัง
ถ้าแรงกระแทกยิ่งมากขึ้นอาจจะเกิดหัวใจฉีกขาดโดยอาจจะฉีกที่ส่วนไหนก็ได้แต่มักจะเกิดร่วมกับการที่มีการบาดเจ็บที่ทรวงอกหลายแห่ง การตกจากที่สูงในท่างุ้มตัวเพื่อป้องกันการกระแทกอย่างเต็มที่ เช่นในพวกนักกระโดดร่ม ถ้าการกระแทกแรงพอ มักพบว่าปลายคางจะกระแทกกระดูกหน้าอกและหัวใจฉีกขาด ในกรณีที่หัวใจฉีกขาดแต่เยื่อหุ้มหัวใจไม่ฉีกผู้นั้นจะตายอย่างรวดเร็วเพราะเลือดที่ออกในช่องเยื่อหุ้มหัวใจถึง150ซีซีหัวใจจะทำงานไม่ได้ ถ้าเยื่อหุ้มหัวใจฉีกเลือดจะไหลไปเข้าช่องอกและทำให้ตายได้ในเวลาต่อมา
การบาดเจ็บต่อเส้นเลือดแดงใหญ่จากหัวใจ
หากมีการกดหัวใจอย่างแรงอาจทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่จากหัวใจฉีกที่ส่วนที่ออกจากหัวใจพอดีเนื่องจากแรงดันเลือดที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การฉีกขาดมักเกิดที่ด้านหลังของเส้นเลือดแดงใหญ่จากหัวใจส่วนที่เส้นเลือดนี้เข้าไปติดกับกระดูกสันหลัง ถ้าร่างกายที่กำลังเคลื่อนที่อย่างเร็วในรถยนต์เกิดหยุดจากการที่รถเกิดชนกัน หัวใจยังอาจจะพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็ว ทำให้ดึงเส้นเลือดแดงไปข้างหน้าแต่บางส่วนของเส้นเลือดถูกยึดกับกระดูกสันหลังทำให้ส่วนนี้ขาดออก บางรายการฉีกขาดอาจจะไม่เกิดทันทีแต่ผนังเส้นเลือดขาดบางส่วนทำให้เกิดเลือดออกในผนังเส้นเลือดและเป็นเหตุให้ตายหลังอุบัติเหตุหลายวันได้ หรืออาจจะเกิดเป็นเส้นเลือดโป่งในภายหลัง

การบาดเจ็บต่อกะบังลม
เกิดได้ทั้งจากการกระทบกระแทกที่ชายโครงโดยตรงหรือมีการบดทับที่ท้องทำให้อวัยวะในช่องท้องดันกะบังลมแตก ในกรณีหลังมักแตกข้างซ้ายเพราะกะบังลมด้านซ้ายแข็งแรงน้อยกว่าด้านขวาและด้านขวายังมีตับอยู่ขวางไว้ และเมื่อกะบังลมฉีกขาดอวัยวะในช่องท้องอาจจะทะลักขึ้นไปอยู่ในช่องอกได้
การบาดเจ็บต่อปอดและหลอดลม
การบาดเจ็บที่ทำให้หลอดลมซ้ายขวาหรือหลอดลมใหญ่ฉีกขาดเกิดจากมีการกดช่องอกอย่างแรงและมักพบมีกระดูกซี่โครงที่2และ3หัก อาจเกิดจากหลอดลมถูกกระแทกเข้ากับกระดูกสันหลัง หรือการที่กระดูกกลางอกกดหลอดลมขณะที่กล่องเสียงปิด หรือเกิดแรงกดดันต่อปอดในขณะที่กล่องเสียงปิด หรือการที่ปอดเคลื่อนไหวไปข้างหน้าขณะลดความเร็วของร่างกายแต่หลอดลมอยู่กับที่ เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บต่อหลอดลมได้
การถูกตีที่หน้าอกอาจทำให้ปอดช้ำจากการที่ซี่โครงยุบเข้าไปกระแทก อาจทำให้ถุงลมปอดแตกและมีเลือดออกในเนื้อปอด และมีลมในช่องอกได้
การช้ำของปอดอาจจะเกิดการช้ำที่ด้านตรงข้ามได้ โดยเฉพาะถ้ามีการตีที่ด้านหน้ากับด้านข้างของทรวงอกแรงอาจถูกส่งผ่านไปในเนื้อปอดจนกระทั่งปอดทางด้านหลังกระแทกกับกระดูกสันหลังเกิดเป็นการช้ำได้ การช้ำของปอดสามารถหายไปได้ในระยะเวลาเพียง2-3วันและมักไม่เกิดแผลเป็นในเนื้อปอด
ถ้ามีซี่โครงหักหลายซี่อาจเกิดทรวงอกไม่ทำงาน เนื่องจากเมื่อหายใจเข้าซี่โครงส่วนที่หักก็ยุบเข้ามาแทนอากาศจึงไม่เข้าปอด ทำให้เกิดการขาดอากาศอย่างรวดเร็ว
ในคนที่ถูกรถยนต์ทับ หรือทับอยู่ใต้รถที่คว่ำหรือถูกของแข็งตกลงมาทับที่ทรวงอก มักเกิดการฉีกขาดของปอดเพราะปอดแตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกล่องเสียงปิด อากาศในถุงลมปอดที่ถูกอัดลงไปจะดันให้ถุงลมแตกได้เกิดลมในช่องอกและเลือดออกในเนื้อปอด
โดยทั่วไปแล้วกระดูกซี่โครงหักซี่เดียวมักไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อปอด
การแทรกซ้อนของการบาดเจ็บที่ปอด เช่นมีเลือดออกในช่องอก มีลมในช่องอก หรือทั้งสองอย่าง บางครั้งการเกิดมีลมในช่องอกเป็นชนิดที่มีแรงดันคือลมที่เกิดขึ้นเกิดจากการฉีกขาดของหลอดลมเมื่อมีการหายใจเข้าลมจะรั่วเข้าไปใน ช่องอก แต่ตอนหายใจออกลมในช่องอกไม่ออกมาด้วยเพราะเนื้อเยื่อของปอดยุบมาปิดรูไว้ทำให้ลมในช่องอกเพิ่มมากขึ้นทุกที จนดันหัวใจให้เคลื่อนไปอยู่ในช่องอกด้านตรงข้ามได้
เลือดที่ปล่อยทิ้งไว้ในช่องอกจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปในกรณีที่ไม่มีการติดเชื้อและอาจจะถูกดูดซึมหมดไป แต่ถ้ามีการติดเชื้อก็อาจจะเกิดการอักเสบเป็นปอดอักเสบ ปอดเป็นหนอง หรือเป็นหนองในช่องอก

การบาดเจ็บต่อช่องท้อง
อวัยวะในช่องท้องฉีกขาดจากการกระทบกระแทกได้ง่ายมาก แต่กล้ามเนื้อที่หน้าท้องที่แข็งแรงจะมีส่วนช่วยลดแรงกระแทกต่อช่องท้องได้เป็นอย่างมาก
การบาดเจ็บต่อตับ
ตับอยู่ที่ชายโครงขวา โดยปกติกระดูกซี่โครงจะปิดตับไว้มิดพอดี ตับเป็นอวัยวะก้อนใหญ่ที่สุดในช่องท้องและพบมีการบาดเจ็บมากที่สุดเมื่อถูกกระทบกระแทกยิ่งตับที่ไม่ปกติ เช่นเป็นตับอักเสบ หรือมีไขมันในเซลล์ตับมาก ยิ่งจะได้รับการบาดเจ็บจากการกระทบกระแทกง่าย
การฉีกขาดของตับแบ่งเป็น 2ชนิด คือเมื่อเยื่อหุ้มตับฉีกขาดด้วย กับเนื้อตับฉีกแต่เยื่อหุ้มตับไม่ขาด ตับกลีบขวาจะฉีกขาดได้บ่อยกว่าด้านซ้าย5เท่า และมักจะฉีก ตรงตำแหน่งที่ถูกกระแทก แต่อาจจะเกิดฉีกที่ด้านหลังก็ได้เนื่องจากตับอยู่ติดกับกระดูกสันหลัง แรงกระแทกอาจทำให้ตับไปกระแทกกับกระดูกสันหลังให้เกิดฉีกขาดได้
เคยมีผู้ทดลองพบว่าแรง 27-34ฟุตปอนด์สามารถทำให้ตับฉีกได้
นอกจากนั้นการรักษาพยาบาลก็ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อตับได้เช่นการกระตุ้นหัวใจ การเจาะตับ การใส่สายไปตามเส้นเลือดถึงตับ หรือการรักษาด้วยยารักษามะเร็ง
การฉีกขาดของถุงน้ำดีอย่างเดียวไม่ค่อยพบ นอกจากมีการฉีกขาดของตับอย่างรุนแรง น้ำดีที่รั่วออกไปในช่องจะเกิดการอักเสบอย่างรุนแรง

การบาดเจ็บต่อตับอ่อน
ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่ผลิตน้ำย่อยและฮอร์โมนในการใช้น้ำตาลของร่างกาย เป็นอวัยวะที่อยู่ด้านหลังของช่องท้องแบ่งเป็นส่วน “หัว””ตัว””หาง” ส่วน”หัว”จะอยู่ในวงของลำไส้เล็กส่วนต้น ส่วน”ตัว”จะอยู่ติดกับเส้นเลือดแดงใหญ่และเส้นเลือดดำใหญ่ในช่องท้องและติดกับกระดูกสันหลังระดับเอวอันที่2 ส่วน”หาง”จะอยู่ติดส่วนบนของไตซ้าย ม้ามและวงของปลายลำไส้ใหญ่
การบาดเจ็บถึงตับอ่อนได้ต้องเกิดจากการกระทบกระแทกอย่างแรงมากที่หน้าท้อง และอวัยวะในช่องท้องอื่นๆมักมีการบาดเจ็บด้วย หลังการบาดเจ็บ ตับอ่อนมักจะกลายเป็นถุงน้ำที่นอกหรือในเนื้อตับอ่อน
การบาดเจ็บต่อม้าม
ม้ามเป็นอวัยวะในช่องท้อง ตั้งอยู่ที่ชายโครงด้านซ้าย ระหว่างกระเพาะอาหารกับกะบังลม ม้ามจะลอยอยู่ในช่องท้องโดยยึดอยู่กับเส้นเลือดแดงและดำ ม้ามจะฉีกได้เมื่อถูกแรงกระทบกระแทกที่ชายโครงซ้าย โดยที่กระดูกซี่โครงตรงนั้นอาจจะไม่หักก็ได้
การฉีกขาดอาจจะมีตั้งแต่ ฉีกขาดที่ผิวม้าม หรือฉีกถึงเนื้อม้าม หรือบางครั้งมีการฉีกขาดที่เนื้อม้ามโดยที่ผิวม้ามไม่ขาดเช่นเดียวกับที่เกิดในตับ เลือดที่ออกจะคั่งอยู่ในเนื้อม้ามและอาจจะออกมากขึ้นเรื่อยๆและแตกอีกหลายวันหลังจากการกระแทกทำให้การวินิจฉัยผิดพลาดและอาจทำให้การรักษาไม่ทันการ
ม้ามฉีกขาดได้เองจากโรคต่างๆที่ทำให้ม้ามโตเช่นโรคเลือด หรือแตกจากการกระตุ้นหัวใจ

การบาดเจ็บของทางเดินอาหาร
หลอดอาหาร
หลอดอาหารจากลำคอถึงกระเพาะอาหาร การบาดเจ็บเกิดยาก และรักษายาก เนื่องจากหลอดอาหารอยู่หลังหัวใจและปอด มีเส้นเลือดเลี้ยงหลอดอาหารค่อนข้างน้อย แต่การบาดเจ็บต่อหลอดอาหารมักไม่เป็นสาเหตุให้ถึงตาย และการถูกทำร้ายมักไม่กระทบถึงหลอดอาหาร นอกจากหลอดอาหารอาจจะแตกได้เอง จากการอาเจียนอย่างรุนแรง
กระเพาะอาหาร
การฉีกขาดของกระเพาะอาหารและลำไส้พบไม่มาก เนื่องจากมันสามารถเคลื่อนไหวไปได้มากในช่องท้อง แต่ถ้ามีการแตกจะเกิดการอักเสบในช่องท้องและถึงแก่ความตายได้ กระเพาะอาหารจะอยู่ใต้กระบังลม ใต้บริเวณลิ้นปี่เยื้องไปทางซ้ายเล็กน้อย การแตกของกระเพาะจากการกระทบกระแทกจะพบได้เมื่อมีการบาดเจ็บอย่างมาก ต่อช่องท้องเท่านั้น และมักจะเป็นตอนที่มีอาหารในกระเพาะด้วย ยิ่งกระเพาะขยายตัวมากยิ่งแตกง่าย แต่กระเพาะแตกเองจากโรคกระเพาะมากกว่า หรือเกิดจากการรักษา เช่น การใส่ท่อให้อาหาร การใส่เครื่องมือเพื่อการตรวจ ฯลฯ
ลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็กต่อไปจากกระเพาะ ลำไส้เล็กส่วนต้นวางตัวเกือบเป็นสี่ด้านของรูปสี่เหลี่ยมโดยแบ่งเป็น4ส่วนคือส่วนบน(superior) ส่วนลง(descending) ส่วนขวาง(horizontal)และส่วนขึ้นหรือส่วนปลาย(ascending) ส่วนขึ้นนี้จะยึดติดกับด้านหลังของช่องท้องด้วยพังผืด และในช่องว่างระหว่างในรูปสี่เหลี่ยมนี้เป็นที่อยู่ของส่วน"หัว"ของตับอ่อน
เพราะส่วนปลายของลำไส้เล็กส่วนต้นนี้ยึดกับพังผืดติดด้านหลังของช่องท้องและวางอยู่บนกระดูกสันหลัง ทำให้ลำไส้ส่วนนี้ถูกกระทบกระแทกให้ช้ำถึงฉีกขาดได้ง่าย ถ้าช้ำอาจจะแตกหลังการกระแทกหลายวัน ส่วนการฉีกขาดนั้นถ้าส่วนนี้มีอาหารเต็มจะฉีกขาดง่ายเช่นเดียวกับกระเพาะ
ลำไส้เล็กส่วนกลางและส่วนปลายไม่ค่อยฉีกขาดเพราะสามารถเคลื่อนไหวไปได้มากในช่องท้องดังกล่าวแล้ว การฉีกขาดจะเกิดเมื่อถูกบดทับหน้าท้องเช่นรถทัที่ท้องเป็นต้น แต่ลำไส้เล็กเหล่านี้อาจฉีกขาดหรือแตกเองจากโรคต่างๆได้ เช่น ไส้เลื่อนติด ลำไส้กลืนกัน ไทฟอยด์ ฯลฯ หรือมีการอุดตันของเส้นเลือดในเยื่อยึดลำไส้
เยื่อยึดลำไส้สามารถฉีกขาดได้เช่นเดียวกับลำไส้ และจะยิ่งฉีกขาดง่ายจากแรงบดทางเฉียง และการที่เยื่อยึดลำไส้ขาดอาจจะทำให้ตายจากเสียเลือดได้ง่าย
ลำไส้ใหญ่
ต่อจากลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า และมีส่วนที่ถูกยึดติดไว้มากกว่า ลำไส้ใหญ่เริ่มที่ท้องน้อยด้านขวาขึ้นมาที่ใต้ตับแล้วพาดขวางท้องไปที่ใต้ม้าม จากนั้นวิ่งลงทางท้องด้านซ้ายเข้าไปติดกระดูกเชิงกรานไปถึงทวารหนัก
ส่วนของลำไส้ใหญ่ที่ขวางหน้าท้องเป็นส่วนที่บาดเจ็บได้ง่ายกว่าส่วนอื่น เนื่องจากมันวางพาดบนกระดูกสันหลังและอยู่ขวางกลางหน้าท้อง การกระแทกเข้ามาโดยตรงทำให้ลำไส้ส่วนนี้ช้ำ ฉีกหรือขาดได้ นอกจากนั้นการสอดสิ่งต่างๆเข้าทางทวารหนักเช่น มือ หรือปลา(ในพวกกามวิตถาร) หรือเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ตรวจ ทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายเกิดการบาดเจ็บได้เช่นกัน
การบาดเจ็บต่อไต
ไตเป็นอวัยวะนอกช่องท้องอยู่ที่ด้านหลังของช่องท้องติดกับซี่โครงอันที่ 11 และ 12 ทางด้านหลัง ไตข้างขวาติดใต้ตับ ไตข้างซ้ายติดใต้กระเพาะและตับอ่อนการบาดเจ็บจากการกระทบกระแทกพบน้อย นอกจากจะมีความรุนแรงมาก เช่นการตกจากที่สูง หรือ อุบัติเหตุจราจร การบาดเจ็บที่พบส่วนใหญ่เป็นการช้ำหรืออาจฉีกขาดเล็กน้อยใต้เยื่อหุ้มไต ไตฉีกขาดพบน้อยมาก

การบาดเจ็บต่อกระเพาะปัสสาวะ
กระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะนอกช่องท้องอยู่ที่ท้องน้อยด้านหน้าใต้กระดูกหัวเหน่า การฉีกขาดอาจจะฉีกเข้าไปในช่องท้องหรือฉีกขาดอยู่นอกช่องท้อง ถ้าฉีกขาด เข้าช่องท้องมักเกิดจากการกระแทกขณะที่กระเพาะปัสสาวะเต็ม โดยการเตะ หรือการตี หรือเกิดจากการใส่เครื่องมือแพทย์เพื่อการรักษาหรือการตรวจก็พบได้บ่อย
การบาดเจ็บต่ออวัยวะสืบพันธ์ภายใน
การบาดเจ็บจากการกระทบกระแทกต่อมดลูกที่ไม่ได้ตั้งครรภ์เกือบไม่พบเลย ยกเว้นกระแทกจนกระดูกเชิงกรานแตก แต่ถ้าตั้งครรภ์ มดลูกได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรเป็นส่วนใหญ่ เป็นเหตุให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์จากการที่รกลอกตัวก่อนกำหนด เกิดทันทีหรืออีกหลายวันก็ได้

การบาดเจ็บต่อแขนขา
การบาดเจ็บต่อแขนขา เหมือนการบาดเจ็บในส่วนอื่นๆ แม้แขนขาจะไม่มีอวัยวะภายในที่สำคัญแต่ก็ยังมี กล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นประสาท กระดูก และข้อต่อ ที่อาจเกิดการบาดเจ็บทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ การเสียชีวิตจากการบาดเจ็บของแขนขามักเกิดจากโรคแทรกซ้อน
การบาดเจ็บต่อขา
พบมีการฉีกขาดเนื้อหลุดบ่อยในอุบัติเหตุจราจร ล้อวิ่งไปบนขาจะบดให้เกิดเนื้อหลุดเสมอ เป็นลักษณะดังกล่าวแล้วตอนต้น การฟกช้ำที่ต้นขาอาจเป็นเครื่องแสดงความไม่ยินยอมในการร่วมเพศ

การบาดเจ็บต่อแขน
การบาดเจ็บต่อแขนมักเกิดจากอุบัติเหตุจราจร การล้ม และการทำร้าย ในรายถูกฆาตกรรมควรจะให้ความสนใจแขนทั้งสองข้าง เล็บ นิ้วมือ ข้อนิ้วมือ มือ และปลายแขน ดูบาดแผล เล็บที่ฉีกและแผลถลอกหรือฟกช้ำที่แขนของผู้ถูกข่มขืนอาจเป็นเครื่องแสดงความไม่ยินยอมต่อการร่วมเพศนั้น

ที่มา http://www.ifm.go.th

____________________
บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) 63519571501220311213
"TO LEAD MY COMRADES TO VICTORY WITHOUT FAIL.  THAT IS MY FIGHT." (Mavis 304:17)
Patile
Patile
ผู้บุกเบิกสร้างแคมป์
จำนวนข้อความ : 10479
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 364
วันเกิด : 28/12/1976
งานอดิเรก งานอดิเรก : รดน้ำต้นไม้

บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Empty Re: บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES)

on Fri Oct 07, 2011 2:52 pm
เป็นอย่างนี้นี่เอง afro
/Charcoal/
/Charcoal/
ผู้รวบรวมความจริง
ผู้รวบรวมความจริง
จำนวนข้อความ : 2223
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 171
วันเกิด : 02/03/1920

บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Empty Re: บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES)

on Sun Nov 11, 2012 8:14 pm
เจอนี่หน่อยเป็นไง!
บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Tumblr_md6yfrVSEf1rkvsc0o1_250

This dice is not existing.

____________________
บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) 63519571501220311213
"TO LEAD MY COMRADES TO VICTORY WITHOUT FAIL.  THAT IS MY FIGHT." (Mavis 304:17)
Lightdramon
Lightdramon
ผู้รวบรวมความจริง
ผู้รวบรวมความจริง
จำนวนข้อความ : 1674
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 97
วันเกิด : 01/01/1992
งานอดิเรก งานอดิเรก : ดูอนิเม,ซีรีย์,ฟังเพลง,ดูทีวี,อ่านหนังสือ

บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Empty Re: บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES)

on Sun Nov 11, 2012 9:32 pm
โศกนาฎกรรมของยูฟี่
บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Tumblr_md4mus43wo1rk7f59o5_250

This dice is not existing.

____________________
ริวจิ & เฟอร์นิก้า

บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) 7c2d40d2d30cddf69378a91acca47402  บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Anigifrr22

บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Anigifrr33  บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) 8a1626cacb7e35102749c49569f8eaf2
Rightman
Rightman
นักผจญภัยที่ใหญ่ยิ่ง
นักผจญภัยที่ใหญ่ยิ่ง
จำนวนข้อความ : 374
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 23
วันเกิด : 01/04/1995
งานอดิเรก งานอดิเรก : มากมาย

บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Empty Re: บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES)

on Mon Nov 12, 2012 10:17 am
"ฟรีด้อมสแลช"
บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Tumblr_mcwbwpKlVL1rjxyrgo3_250
This dice is not existing.
E'numnim
E'numnim
นักผจญภัยที่ใหญ่ยิ่ง
นักผจญภัยที่ใหญ่ยิ่ง
จำนวนข้อความ : 431
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 80
วันเกิด : 11/02/1998
งานอดิเรก งานอดิเรก : อ่านนิยาย

บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Empty Re: บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES)

on Mon Nov 12, 2012 6:04 pm
hup

บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Blackstargl8

This dice is not existing.
mimozaa
mimozaa
นักท่องเที่ยวสุดขอบฟ้า
นักท่องเที่ยวสุดขอบฟ้า
จำนวนข้อความ : 277
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 72
วันเกิด : 12/08/1998
งานอดิเรก งานอดิเรก : YY

บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) Empty Re: บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES)

on Mon Nov 12, 2012 6:11 pm
บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) The-than53

เตรียมตัวตายได้เลย!!!!

This dice is not existing.

____________________
Mimozaa oppa oppa Baek Hyun



บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) 6mimo
ขึ้นไปข้างบน
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ