EDS แคมป์ที่พักของสายลับหน้าใหม่
ยินดีต้อนรับเข้าสู่EDS แคมป์ที่พักของสายลับหน้าใหม่ สถานที่รวบรวมบุคคลหน้าแปลก เอ้ย แปลกหน้าที่รักการผจญภัย อยากรู้อยากเห็น และสนุกไปกับแชทกับผู้คนมากมาย ลองสมัครแล้วมาเป็นสมาชิกด้วยกันสิ ^ ^

Go down
/Charcoal/
/Charcoal/
ผู้รวบรวมความจริง
ผู้รวบรวมความจริง
จำนวนข้อความ : 2223
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 171
วันเกิด : 02/03/1920

การหาระยะเวลาการตาย Empty การหาระยะเวลาการตาย

on Fri Oct 07, 2011 12:54 am
การหาระยะเวลาการตายว่าผู้ตาย ตายมานานเท่าใดมีความสำคัญทางกฎหมายมากทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ในทางอาญานอกจากจะช่วยบอกว่าการฆาตกรรมนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด แล้วยังอาจจะช่วยให้สงสัยใครหรือตัดผู้ต้องสงสัยคนใดได้ อาจใช้ช่วยยืนยันหรือหักล้างข้อแก้ตัวของผู้ต้องสงสัย ส่วนในทางแพ่งอาจจะช่วยบอก ได้ว่าใครเป็นทายาทผู้รับมรดก หรืออื่นๆเช่น กรณีที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินประกันชีวิต
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีทางการแพทย์ที่จะสามารถตรวจศพเพื่อหาระยะเวลาตายที่แน่นอนได้ วิธีต่างๆที่นิติเวชแพทย์ใช้ในการหาเวลาตายล้วนแต่ไม่แม่นยำ ถ้าสภาพร่างกายขณะตายเหมือนกัน การเปลี่ยนแปลงหลังตายจะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม ถ้าสิ่งแวดล้อมต่างกันการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจะต่างกันโดยสิ้นเชิง (ภาพที่ 1)และยิ่งเวลาที่ตายนานขึ้น ระยะเวลาการตายที่ประเมินได้ยิ่งมีความคลาดเคลื่อนมากขึ้น นอกจากนั้นบาดแผลที่เป็นเหตุตายที่พบในศพก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้นั้นตาย ทันทีที่เกิดบาดแผลแต่อาจจะสลบอยู่อีกหลายชั่วโมงก่อนตายก็ได้
ฉะนั้นการประมวลเวลาตาย จึงต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆหลังตายหลายๆอย่างมาประกอบกัน เพื่อให้ได้เวลาที่ใกล้เคียงที่สุด
การตายที่ค่อนข้างจะได้เวลาแน่นอนคือการตายที่เกิดระหว่างการรักษาของแพทย์ ทำให้แพทย์สามารถบอกได้ค่อนข้างแน่นอนว่าตายเมื่อใดแต่เนื่องจากวิวัฒนาการทางการแพทย์เกี่ยวกับการปลูกถ่ายอวัยวะในปัจจุบันผู้ป่วยที่สมองตายแล้วยังอาจจะได้รับการรักษาสภาพด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจและเครื่องช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจเพื่อที่อวัยวะต่างๆในร่างกายยังคงสภาพ สามารถนำไปให้ผู้ป่วยอื่นที่รอการปลูกอวัยวะนั้นๆได้ ในปัจจุบันจึงต้องมีกฎหมายบัญญัติให้นับการตายตั้งแต่แพทย์อย่างน้อยสองคน โดยคนหนึ่งเป็นผู้รักษา และอีกคนหนึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางระบบประสาทให้การวินิจฉัยว่าสมองตาย
แพทยสภาได้มีประกาศแพทยสภาเรื่องเกณฑ์การวินิจฉัยสมองตาย โดยกำหนดคำบรรยายศัพท์ สภาวะและเงื่อนไขในการวินิจฉัย รายละเอียดการวินิจฉัยโดยการตรวจร่างกายทั่วไป การตรวจร่างกายทางระบบประสาท และการตรวจทางคลื่นสมอง และระยะเวลาของผลที่ตรวจได้ ตลอดจนกำหนดคุณสมบัติของแพทย์ ผู้ทำการวินิจฉัย เพื่อให้การวินิจฉัยสมองตายทำได้โดยปราศจากข้อสงสัย และเมื่อแพทย์ผู้ทำหน้าที่ได้วินิจฉัยว่าสมองตาย หมายความว่าผู้นั้นได้ตายแล้วตามกฎหมาย

วิธีที่ทางนิติเวชใช้หาระยะเวลาการตาย คือ การตรวจหาระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงต่างๆหลังตาย ซึ่งพอจะประมวลได้ดังนี้
1. livor mortis(lividity,postmortem hypostasis) การตกของเลือดตามแรงโน้มถ่วง
2. rigor mortis(rigidity) การแข็งตัวของกล้ามเนื้อ
3. algor mortis(postmortem cooling) การลดลงของอุณหภูมิของร่างกาย
4. degree of decomposition อัตราการเน่า
5. chemical changes after death การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในร่างกาย
6. stomach content ปริมาณอาหารในกระเพาะ
7. insect activity การเจริญเติบโตของตัวหนอน
8. scene marker วัตถุพยานในที่เกิดเหตุ

Livor Mortis (การตกของเม็ดเลือดแดงตามแรงโน้มถ่วง)
เป็นการตกของเม็ดเลือดแดงตามแรงโน้มถ่วง เมื่อหัวใจหยุดเต้นเม็ดเลือดแดงจะค่อยๆตกลงไปทางด้านล่างทางเส้นเลือดและสะสมที่เส้นเลือดฝอยที่ผิวหนังบริเวณนั้นทำให้ปรากฏเป็นสีแดงคล้ำที่ผิวหนังทางด้านล่าง (ภาพที่ 2) ซึ่งมักจะเริ่มปรากฏตั้งแต่ ครึ่งถึงสองชั่วโมง หลังตาย
ในคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจวายระยะสุดท้ายและมีอาการหัวใจหยุดเต้นเป็นครั้งคราวนั้นอาจจะพบว่าเริ่มมี livorตั้งแต่ก่อนตายก็ได้
ส่วนของร่างกายที่ด้านล่างถ้ากดอยู่บนส่วนที่แข็งจะมีสีซีดเนื่องจากเส้นเลือดฝอยที่ผิวหนังส่วนนั้นถูกกดทับทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถตกไปสะสมอยู่ได้ (ภาพที่3.1-3.2) ในทำนองเดียวกันแนวรัดของเสื้อผ้า หรือแม้กระทั่งรอยย่นของผ้าปูที่นอนก็อาจกดทำให้เกิดแนวสีซีดตามรอยย่น (ภาพที่4-5) ซึ่งในกรณีนี้อาจจะช่วยชี้ได้ว่าผู้ตายนอนตายอยู่บนเตียงมานานแล้ว (ถ้าลิวิดิตี้เป็นลายตามผ้าปูที่นอน)
ในรายที่ตายจากการสูดกาซคาร์บอนโมน๊อกไซด์ สีของlivorอาจจะมีสีชมพูสดแทนที่จะแดงคล้ำเนื่องจากเม็ดเลือดแดงมีคาร์บ๊อกซี่ฮีโมโกลบินจำนวนมากสีชมพูลักษณะนี้อาจพบในศพที่ตายจากสารพิษจำพวกไซยาไนด์ หรือการที่ศพอยู่ในอุณหภูมิที่เย็นจัดซึ่งเกิดจากการมีอ๊อกซี่ฮีโมโกลบินจำนวนมากด้วยเช่นกัน
การตกของเม็ดเลือดจะเกิดเต็มที่ประมาณ 8-12 ชั่วโมงและจะเริ่มอยู่ตัว(fixed) คือเมื่อกลับท่าของศพเม็ดเลือดแดงก็จะไม่เคลื่อนหรือไหลไปอยู่ในที่ใหม่ เช่น ในกรณีที่ศพนอนตายอยู่ในท่านอนหงายลิวิดิตี้จะตกไปอยู่ที่หลัง ถ้ายังไม่อยู่ตัวแล้วศพถูกกลับให้ไปอยู่ในท่านอนคว่ำ ลิวิดิตี้จะไหลกลับไปอยู่ทางด้านหน้า(เพราะด้านหน้ากลายเป็นด้านล่าง)ซึ่งถ้าลิวิดิตี้อยู่ตัวแล้วจะไม่ไหลกลับไป เนื่องจากการอยู่ตัวเกิดเพราะเม็ดเลือดแดงแตกสลายตัวสีฮีโมโกลบินซึมออกไปจากเส้นเลือดแล้ว จึงไม่ไหลอีกต่อไปในรายที่มีการเสียเลือดออกไปนอกร่างกายเป็นจำนวนมาก จากบาดแผล ลิวิดิตี้อาจพบน้อยมาก การอยู่ตัวอาจจะเกิดเร็วกว่า 8-12 ชั่วโมง และบางรายอาจจะเกิดช้าถึง 24-36 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับอัตราการเน่าของศพด้วย การประเมินเวลาตายโดยใช้ลิวิดิตี้จึงเป็นเพียงการประมาณเวลาเท่านั้น
การตรวจลิวิดิตี้สามารถตรวจได้โดยการใช้นิ้วมือกดลงไปที่ตำแหน่งของลิวิดิตี้ ถ้าไม่อยู่ตัว
ลิวิดิตี้ส่วนนั้นก็จะซีดขาวไปชั่วครู่เมื่อปล่อยมือสีของลิวิดิตี้ก็จะปรากฎกลับมา(ภาพที่ 6) ถ้าลิวิดิตี้อยู่ตัวแล้วผิวหนังส่วนนั้นจะไม่ปรากฎการซีด(แต่ถ้ากดแรงมากๆก็อาจจะสีจางลงเล็กน้อยบริเวณขอบนิ้วที่กด)
ลิวิดิตี้ย่อมเกิดในอวัยวะภายในด้วย ในปอด ตับ ไต ฯลฯ สีของอวัยวะทางด้านลิวิดิตี้จะดูคล้ำและคั่งเลือดมากกว่าทางด้านบน จะเห็นได้อย่างชัดเจนในปอดปอดด้านหลังมักจะคั่งเลือดมากกว่าปอดทางด้านหน้ามาก อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นพยาธิสภาพของปอด
ผลของลิวิดิตี้อาจจะดูคล้ายพยาธิสภาพได้เช่น :-
- สีของผิวหนังที่คล้ำลงอาจจะมองคล้ายแผลฟกช้ำ แต่สามารถแยกกันได้โดยการใช้มีดกรีดไปบนผิวที่สงสัย ถ้าเป็นฟกช้ำจะเห็นมีเลือดแทรกอยู่ในเนื้อเยื่อชัดเจนกว่าในลิวิดิตี้
- บางครั้งเลือดที่ไปคั่งอยู่บริเวณนั้นมากๆทำให้เกิดแรงดันและอาจจะทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นแตกเกิดเป็นจุดเลือดออก ซึ่งมักจะพบเมื่อเกิดลิวิดิตี้นานๆเช่น18-24 ชั่วโมงและเริ่มจะสลายตัวจากการเน่า จุดเลือดออกเหล่านี้เรียกว่าทาร์ดู(Tardieu spot) และถ้าพบศพหลังการเกิดทาร์ดูนานๆจะแยกยากว่าเป็นจุดเลือดออกที่เกิดก่อนหรือหลังตาย แต่ข้อสังเกตุที่แน่นอนคือทาร์ดูจะเกิดเฉพาะบริเวณที่มีลิวิดิตี้เท่านั้น เช่นในการแขวนคอตาย ลิวิดิตี้ที่เกิดที่ขาทั้งสองข้างจะเห็นชัดเจนและอาจเกิดทาร์ดูที่ขา(ภาพที่ 7) ซึ่งพบได้บ่อยกว่ากรณีอื่นๆ
- ในรายที่ศพเริ่มเน่า ลิวิดิตี้ของหนังศีรษะบริเวณท้ายทอย อาจจะมองคล้ายแผลฟกช้ำได้ ซึ่งบางครั้งแยก ต้องอาศัยหลักเกณฑ์อื่นช่วยการวินิฉัยเช่น บริเวณนั้นไม่มีผิวถลอกหรือไม่มีฉีกขาดร่วมด้วย แต่ต้องคิดไว้ในใจด้วยว่าบางครั้งหนังศีรษะเมื่อถูกกระแทกจนเกิดช้ำก็อาจจะไม่มีถลอกหรือฉีกขาดบ่อยๆ
- ในทำนองเดียวกัน สมองส่วนท้ายทอยก็อาจเห็นคล้ายเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองขั้นในด้วย
- หรือถ้าจมน้ำตายและบังเอิญติดอยู่ในท่าหัวอยู่ต่ำแล้วศพเริ่มเน่า หนังศีรษะอาจจะมีลักษณะคล้ายถูกของแข็งรอบศีรษะได้

ฉะนั้นเมื่อศพเริ่มเน่าการตรวจบาดแผลต้องคำนึงถึงสภาพของลิวิดิตี้ไว้เสมอ และเมื่อเริ่มเน่าจนมีกาซจากลำไส้ไปตามเส้นเลือดแล้ว(เมื่อตายเกิน 36-48 ชั่วโมง)กาสังเกตุท่าทางของศพโดยอาศัยลิวิดิตี้จะเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป เพราะสีของผิวหนังในช่วงเวลานี้จะเปลี่ยนแปลงไปมาก
การแห้งของตาขาวทำให้เกิดสีคล้ำขึ้นในตาขาว เกิดจากการแห้ง(tache noire)เพราะตาปิดไม่สนิทหลังตาย ไม่ใช่พยาธิสภาพ(ภาพที่ 8.1-8.2)
( livor mortis เริ่ม 0.5 – 2 ชม. เต็มที่ฟิกซ์ 8 – 12 ชม. มีสีอื่นแทรก 36 ชม.)

Rigor Mortis(การแข็งตัวของกล้ามเนื้อ)
คือการแข็งตัวของร่างกายหลังตาย ซึ่งยังเชื่อกันว่าเกิดขึ้นจากการที่ ATP(adenosin tri phosphate) ในกล้ามเนื้อสลายตัวไป ATPเกิดขึ้นจากการสันดาบอาหารในเซลล์กล้ามเนื้อโดยใช้ออกซิเจนทำให้กล้ามเนื้อสามารถทำงานได้ หลังตายATPจะค่อยหมดไป สาร actin กับ myosin ในเซลล์กล้ามเนื้อจะจับตัวกันกล้ามเนื้อจะ เริ่มแข็งตัว
ถ้ากล้ามเนื้อถูกใช้งานหนักก่อนตายกล้ามเนื้อนั้นจะแข็งตัวเร็วเมื่อตาย ลักษณะกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานหนัก เช่น ออกกำลังอย่างรุนแรง ออกกำลังมาก ชัก หรือมีไข้สูงก็ได้ และทำให้ATPในกล้ามเนื้อมัดนั้นหมดไป ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการแข็งตัวทันทีหลังตายเรียกว่า คาดาเวอริคสปัสซั่ม(cadaveric spasm)(ภาพที่ 9) เช่นในรายที่จมน้ำตาย การแข็งตัวของกล้ามเนื้อก็มักเกิดเร็วซึ่งน่าจะเกิดจากการที่พยายามตะเกียดตะกายอย่างมากก่อนตายและพบว่ามีคาดาเวอริคสปัสซั่มที่มือ (ภาพที่ 10)บ่อยเพราะพยายามไขว่คว้าสิ่งต่างๆเพื่อฉุดตัวเองขึ้นจากน้ำ
โดยปกติ การแข็งตัวของกล้ามเนื้อจะเริ่มประมาณ 2-4 ชั่วโมงหลังตาย และแข็งตัวเต็มที่ประมาณ 6-12 ชั่วโมง(ภาพที่ 11) และจะสลายตัวไปพร้อมกับการเน่าของร่างกาย กล้ามเนื้อจะเริ่มแข็งตัวพร้อมกันทุกมัด แต่มัดเล็กจะปรากฎให้ตรวจพบได้เร็วกว่ามัดใหญ่ มัดเล็กที่พบก่อนมักจะเป็นมัดกล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยวอาหาร ฉะนั้น จะพบว่าขากรรไกรแข็งกดไม่ลงก่อนมัดอื่นๆ จากนั้นจะพบที่นิ้วมือ แขน ขา แล้วจึงถึงลำตัวทั่วไป ถ้าการแข็งตัวของกล้ามเนื้อถูกทำลายไปเช่นถูกจับดึงแขนที่งอพับแข็งเกร็งออก แขนที่ถูกดึงก็จะใม่แข็งอีกต่อไป
การแข็งตัวของกล้ามเนื้อนี้มีระยะเวลาแปรไปตามลักษณะและสภาพของร่างกายทั้งก่อนและหลังตาย ผู้เขียนเคยพบผู้ตายแข็งตัวเต็มที่ทั้งตัวหลังตายประมาณ2 ชั่วโมงเท่านั้น เนื่องจากผู้ตายได้ยิงต่อสู้ตำรวจตั้งแต่ 11.30น.และวิ่งหลบหนีไปพลางเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนกระทั่งสุดท้ายถูกตำรวจยิงตายเวลาประมาณ 15.30น. ผู้เขียนได้รับแจ้งให้ไปชันสูตรศพ แต่เนื่องจากไม่รู้จักทางต้องขับรถวนอยู่นานกว่าจะไปถึงที่เกิดเหตุประมาณ 17.30น. เมื่อถึงตัวศพพบว่าผู้ตายแข็งทั่วทั้งตัวแล้ว
นอกจากนั้นยังมีผู้พบศพที่ตายจากไข้สูง 41องศาเซลเซียส แข็งทั่วตัวในเวลาเพียง30นาทีหลังตาย
การแข็งตัวของกล้ามเนื้อสามารถใช้ในการสืบสวนว่าศพถูกเคลื่อนย้ายมาได้ เช่น กรณีที่ศพตายในท่านั่งบนเก้าอี้ เมื่อเวลาผ่านไป4-5ชั่วโมง ศพก็จะแข็งตัวอยู่ ในท่านั่ง ถ้ามีผู้อื่นมาเคลื่อนย้ายให้มาอยู่ในท่านอน แขนขาของศพก็จะยกแข็งค้างเสมือนยังอยู่ในท่านั่งนั้นจนกว่าการแข็งตัวจะถูกทำลายไป(ภาพที่ 12)
กล้ามเนื้อของเส้นขนที่ดึงให้ขนตั้งในขณะที่กลัวหรือเสียวนั้นก็จะแข็งตัวด้วยหลังตาย จึงสามารถเห็นศพมีการ”ขนลุก”หลังตายได้(ภาพที่ 13) และกล้ามเนื้อของถุงเก็บน้ำอสุจิ(seminal vesicle)ก็แข็งตัวบีบเอาน้ำอสุจิออกมาภายหลังตายด้วย การพบว่าศพมีน้ำอสุจิออกมาจึงไม่เป็นเครื่องชี้ว่ามีการร่วมเพศก่อนตายแต่อย่างใด
( rigor mortis เริ่ม 2 – 4 ชม. เต็มที่ 6 – 12 ชม. หมด 24 –36 ชม., cadaveric spasm)

Algor Mortis(การลดลงของอุณหภูมิ)
คือการลดลงของอุณหภูมิในร่างกาย ซึ่งอาจจะใช้ช่วยในการบอกเวลาการตายได้ มีผู้พยายามหาวิธีการคำนวนหลายแบบที่จะใช้อุณหภูมิของศพเป็นเครื่องบอกเวลาตาย บางวิธีมีการคำนวนอย่างซับซ้อน ที่ง่ายๆมีอยู่สองวิธีคือ (1) อุณหภูมิจะลดลง 1.5 องศาฟาเร็นไฮท์ ต่อ ชั่วโมงใน 12 ชั่วโมงแรก และจะลดลง 1 องศาฟาเร็นไฮท์ ในอีก 12 ชั่วโมงต่อมา (2) ใช้สูตรของมอร์ริทซ์(Moritz’s formular) เอา 98.6ตั้ง แล้วลบด้วยอุณหภูมิของศพที่วัดทางทวารหนัก(เป็นองศาฟาเร็นไฮท์)แล้วหารด้วย 1.5 ก็จะได้เวลาตายเป็นชั่วโมง
ความคลาดเคลื่อนในการใช้อุณหภูมิเพื่อบอกเวลาตายก็คือ ไม่มีใครทราบว่าผู้ตายมีอุณหภูมิในร่างกายเท่าใดเมื่อก่อนตาย เพราะ ในช่วงต่างเวลาของแต่ละวันอุณหภูมิในร่างกายก็ต่างกันเช่นคนที่ปกติมีอุณหภูมิ 98.6 องศาฟาเร็นไฮท์ ตอนเช้าอาจมีอุณหภูมิ 97 และในตอนบ่ายอาจมีอุณหภูมิ 99ก็ได้ การออกกำลังกายอาจ ทำให้อุณหภูมิในร่างกายขึ้นไปถึง101-104องศาฟาเร็นไฮท์ได้อย่างสบาย โรคต่างๆในร่างกายที่เป็นอยู่ก่อนตายสามารถทำให้อุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปได้มาก นอกจากนี้ในการศึกษาของฮัทชิน(Hutchins)พบว่าระยะแรกหลังตายอุณหภูมิศพจะสูงขึ้นเล็กน้อยและต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงก่อนที่อุณหภูมิของศพจะลดกลับลงมาถึงระดับอุณหภูมิก่อนตาย ฮัทชินเชื่อว่าเกิดจากการที่เนื้อเยื่อบางส่วนยังมีปฏิกริยาเคมีต่ออีกช่วงหนึ่งก่อนตายร่วมกับปฏิกริยาทางเคมีของแบคทีเรียต่างๆในลำไส้
นอกจากนั้นผู้ตายอาจจะไม่ได้ตายทันทีหลังการถูกทำร้าย เช่น ถูกตีจนสลบไม่รู้สึกตัวอยู่ชายทุ่งแต่ยังไม่ตาย และไม่มีใครเห็น นอนหมดสติอยู่หลายชั่วโมง จนเกิดติดเชื้อปอดอักเสบมีไข้และตายในอีกสองวันต่อมา เมื่อมีผู้มาพบศพการใช้อุณหภูมิเพื่อบอกเวลาตายย่อมผิดพลาด
นอกจากนั้น ลม อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม สภาพการเปียกการแห้งของร่างกายฯลฯ มีผลต่ออัตราการลดลงของอุณหภูมิได้เป็นอย่างมากทั้งสิ้น
โดยสรุปคือการใช้อุณหภูมิเพื่อคำนวนเวลาตายไม่ได้เนื่องจากเราไม่ทราบว่าผู้ตายรายนั้นๆมีอุณหภูมิตอนตายเท่าใดและมีอัตราการลดของอุณหภูมิเท่าใด
( algor mortis ชม.ละ 1.5 F และ 1 F , (96.8-BT)/1.5= เวลาเป็นชม.)

Decomposition(การเน่าสลายตัว)


หลังตายแล้วร่างกายจะมีการเน่าสลายตัวการสลายตัวของเนื้อเยื่อในร่างกายมีสองประการคือการสลายตัวของเซลล์เอง(autolysis)และการเน่า(putrefaction)
การสลายตัวของเซลล์เองเกิดจากปฏิกริยาทางเคมีที่มีน้ำย่อยเซลล์ออกมาจากตัวเองทำให้เนื่อเยื่อสลายตัว และเนื่องจากเป็นปฏิกริยาทางเคมี จึงขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม ถ้าอุณหภูมิสูงปฎิกริยาจะเร็ว ถ้าอุณหภูมิต่ำปฏิกริยาช้า อวัยวะใดที่มีน้ำย่อยนี้มากอวัยวะนั้นสลายตัวเร็ว เช่น ตับอ่อน จะสลายตัวก่อนหัวใจเป็นต้น
การเน่าเกิดจากแบคทีเรียทำปฏิกริยาเคมีในเนื้อเยื่อของร่างกาย เนื่องจากแบคทีเรียส่วนใหญ่อยู่ในลำไส้ใหญ่อยู่แล้ว หลังตายแบคทีเรียเหล่านี้จะเริ่มเจริญเติบโตมากขึ้นและปรากฎให้เห็นเป็นสิ่งแรกคือการเริ่มมีสีเขียวที่ท้องน้อยเมื่อประมาณ 24 ชั่วโมงจะพบว่าท้องน้อยด้านขวามากกว่าด้านซ้าย เนื่องจากการเจริญเติบโตของแบคทีเรียนั้นมันจะสร้างกาซซึ่งส่วนใหญ่เป็นกาซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งกาซนี้จะซึมซาบไปทุกส่วนของร่างกายและวิ่งไปตามเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดเกิดสีเขียวคล้ำเป็นลายคล้ายหินอ่อนบนผิวหนังทั่วร่างกายเรียกว่าmarbling(ภาพที่ 14) ใบหน้าและไหล่และหน้าอกเริ่มเขียวคล้ำและมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายค่อยอืดมากขึ้น ผิวหนัง เริ่มเกิดถุงน้ำจากการที่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังสลายตัวให้เกิดน้ำเหลืองดันให้ผิวหนังโป่งขึ้นและต่อมาผิวก็เน่าหลุดลอกออกไปเส้นผมเส้นขนหลุดออกในช่วงนี้จะพบมีน้ำเหลือง(ซึ่งมีสีแดงคล้ำ)ไหลออกมาทางปากหรือทางจมูก(ภาพที่ 16) น้ำเหลืองเหล่านี้จะออกมาขังอยู่ตามช่องต่างๆในร่างกายด้วยเช่นในช่องอก ในช่องท้อง ในขณะเดียวกันร่างกายก็บวมเป่งมากขึ้นเรื่อยๆจากแรงดันของกาซที่มีมากขึ้นเรื่อยๆลิ้นจะถูกดันออกมาจุกปาก ลูกนัยตาจะถูกดันให้ทะลักออกมานอกเบ้าถุงอันฑะโป่งพองมาก อวัยวะเพศชายบวมเป่ง ทวารหนักและช่องคลอดถูกดันให้แบะออกมาภายนอก ร่างกายทั่วไปถูกดันจนข้อต่างๆงอเข้ามาเล็กน้อย นิ้วบวมเป่งจนดันกันให้กางออก ซึ่งระยะอืดเต็มที่ในอุณหภูมิทั่วไปในประเทศไทยประมาณ 3-4 วัน
จากนั้นเนื้อเยื่อจะเริ่มสลายตัวมากขึ้นจนเริ่มเห็นกระดูกบริเวณหน้าผากหรือโหนกแก้ม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 7 วัน และเริ่มมากขึ้นจนเห็นกระดูกซี่โครง และอวัยวะในช่องอกที่สลายตัวอยู่ภายในเมื่อเวลาประมาณ 2 อาทิตย์ และสลายตัวมากขึ้นจนสลายตัวเห็นช่องท้องเกือบหมดในเวลาประมาณ 3 อาทิตย์ และเมื่อ 4 อาทิตย์ จะเน่าเห็นกระดูกเกือบทั้งตัว
จากนั้นเนื้อเยื่อก็ยังสลายตัวต่อไปจนเส้นเอ็นต่างเริ่มหลุดจากกันกระดูกนิ้วมือนิ้วเท้าหลุดออกจากกัน ข้อมือ ข้อเท้าหลุดออกจากกันจนถึงประมาณ 3 เดือนจะ พบว่ามีเพียงกระดูกสันหลังเท่านั้นที่ยังยึดติดกันอยู่ได้พอถึงระยะ 6 เดือนกระดูกทุกชิ้นจะหลุดออกจากกันเกือบหมดแต่ยังอาจจะได้กลิ่นเน่าของกระดูกอยกลิ่นเน่านี้อาจจะมีต่อไปอีกหลายเดือน ประมาณว่า 1 ปี ศพจะเหลือแต่กระดูกขาวโพลนปราศจากเนื้อเยื่อหลงเหลืออยู่อีก
บางครั้งศพที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศร้อนและแห้งร่างกายอาจเกิดเป็นมัมมี่(mummification) โดยผิวหนังเริ่มเปลี่ยนสีออกไปเป็นลักษณะคล้ายหนังหมูตากแห้ง(ภาพที่ 17) แต่เนื่อเยื่อภายในจะยังคงสลายตัวต่อไป ฉะนั้นจะพบร่างกายแฟบลงเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกอยู่
การเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่ออีกแบบหนึ่งที่จะทำให้เนื้อเยื่อไม่สลายตัวเรียกว่าอดิโพเซีย(adipocere)(ภาพที่ 18)เนื่องจากแบคทีเรียบางชนิด(Clostridium perfringens) เกิดปฏิกริยาให้เนื้อเยื่อไขมันเปลี่ยนเป็นกรดบางประเภท (oleic,palmitic,and stearic acid) ทำให้เนื้อก้อนนั้นมีลักษณะคล้ายก้อนขี้ผึ้ง สีออกเทาถึงน้ำตาล มักพบในบริเวณเนื้อเยื่อไขมันในศพที่มักจะอยู่ในน้ำ ซึ่งต่อไปจะแข็งตัวแห้งเป็นของแข็งที่เปราะได้



Chemical Changes after Death(การเปลี่ยนแปลงทางเคมีต่างๆของร่างกาย)
มีผู้พยายามศึกษาการตรวจหาปริมาณของธาตุโปแตสเซี่ยมในน้ำในวิเตรียส(ลูกนัยตา) แต่ต่อมาพบว่าความเข้มข้นของโปแตสเซี่ยมที่เพิ่มขึ้นก็ขึ้นอยู่กับอัตราการเน่าเช่นกัน สิ่งแวดล้อมที่ทำให้เน่าเร็ว ความเข้มข้นของโปแตสเซี่ยมก็ขึ้นเร็วด้วย จากการทดลองพบว่าการตรวจหาความเข้มข้นนี้ ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกจะมีความคลาดเคลื่อน 10ชั่วโมง(คือระยะเวลาที่คำนวนได้ต้องบวก หรือ ลบ 10ชั่วโมง) ในช่วง 48 ชั่วโมงมีความคลาดเคลื่อน 20 ชั่วโมง และถ้าทำในช่วง 72 ชั่วโมงจะมีความคลาดเคลื่อนถึง 30 ชั่วโมง การตรวจหาความเข้มข้นของโปแตสเชี่ยมในน้ำในลูกนัยตา เพื่อหาระยะเวลาการตายจึงเกือบไม่มีประโยชน์
นอกจากนี้ สารเคมีต่างๆในร่างกายมักมีการเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนใหญ่ มีผู้พยายามที่จะใช้อัตราการเปลี่ยนแปลงของสารต่างๆเหล่านี้เป็นเครื่องชี้เวลาของการตาย แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากไม่สามารถทราบได้ว่าขณะตายผู้ตายมีสารนั้นในเลือดประมาณเท่าใดและอัตราการเพิ่มหรือลดของสารนั้นเป็นอย่างไรสารที่เคยทดลองใช้เช่น กลูโคส สารประกอบไนโตรเจน โปรตีนต่างๆ ปิจุอิตารี่ฮอร์โมน และฮอร์โมนจากต่อมเหนือไตเป็นต้น
ปรากฎจากการศึกษา กลับพบว่ามีสารประกอบบางอย่างไม่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงน้อยมากหลังตาย และอาจจะใช้ค่าที่ตรวจพบหลังตายเป็นเครื่องชี้เหตุตายได้ เช่นสารประกอบไนโตรเจนพวกเครตินีน โซเดียมกับ คลอไรด์ในวิเตรียส อิมมูโนโกลบบูลินต่างๆ(เคยมีผู้ตรวจภูมิคุ้มกันในเลือดของผู้ตายจากการแพ้ เหล็กในผึ้งและเพ็นนิ ซิลินในศพ) เอ็นไซม์บางชนิดก็ไม่เปลี่ยนแปลงเช่น เคยมีผู้ใช้การตรวจหาเอ็นไซม์ แกมม่าไกลตามีลทรานสเฟอร์เรส(gamma glytamyl transferase)ยืนยันว่าผู้ตายเป็นโรคติด เหล้าเรี้อรังก่อนตาย และ ตรวจพบเอ็นไซม์ อไมเลส(amylase)สามารถบอกได้ว่าผู้ตายอยู่ในสภาพอุณหภูมิร่างกายต่ำก่อนตาย แต่สารต่างๆเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องช่วยบอกเวลาตายไม่ได้
เอ็นไซม์โคลีนเอสเตอร์เรส ก็ไม่เปลี่ยนแปลงหลังตาย ฉะนั้นจึงสามารถใช้ตรวจผู้ที่ตายจากการใช้สารพิษจำพวกยาฆ่าแมลงได้
นอกจากนี้ ฮอร์โมน อีกหลายชนิดก็ไม่เปลี่ยนแปลงเช่น คอร์ติโซน ไธรอยด์ พาราไธรอยด์ และไพเนียลฮอร์โมน ก็สามารถใช้ค่าที่ได้หลังตายชี้บ่งการเป็นโรคได้

Stomach Content(ปริมาณอาหารในกระเพาะ)
การตรวจดูปริมาณอาหารที่เหลืออยู่ในกระเพาะอาหารสามารถบอกเวลาตายที่เกี่ยวข้องกับมื้ออาหารได้ ถึงแม้ว่าระยะเวลาของอาหารที่ผ่านกระเพาะจะมีความแตกต่างกันในแต่ละคน และต่างกันในอาหารแต่ละชนิดด้วย อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่าอาหารที่เป็นน้ำจะผ่านกระเพาะครึ่งหนึ่งในเวลาประมาณ 30นาที อาหารจำนวนน้อยเช่นก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามอาจจะใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการผ่านกระเพาะอาหาร แต่ถ้าเป็นอาหารมื้อใหญ่คือกินอิ่มเต็มที่อาจจะผ่านกระเพาะภายไปภายใน 3-5 ชั่วโมง หรือในบางรายงานอาจถึง 6 ชั่วโมง
การดูปริมาณอาหารที่เหลือในกระเพาะอาจจะช่วยบอกเวลาตายได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ตายรายหนึ่งหายออกจากบ้านไปตอนหลังอาหารเที่ยงวันที่ 1 ต่อมามีผู้โทรมาเรียกค่าไถ่ในตอนบ่ายวันที่ 2 แต่ญาติได้แจ้งตำรวจและไม่ได้จ่ายค่าไถ่ ต่อมามีผู้พบศพในเช้าวันที่ 4 ตำรวจอยากทราบว่าผู้ตายถูกฆ่าตายในคืนวันที่ 1 หรือคืนวันที่ 2 เพื่อพิสูจน์ว่าการไม่จ่ายค่าไถ่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ซึ่งถ้าดูจากสภาพการเปลี่ยนแปลงของศพ เมื่อวันที่4 ศพมีสภาพก้ำกึ่งระหว่างตายมาแล้ว 2 กับ 3 วัน แต่การผ่าศพพบว่าอาหารในกระเพาะมีก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ผักคะน้า และเศษเนื้ออีกหลายชิ้น รวมปริมาณประมาณครึ่งกระเพาะ และภรรยาผู้ตายแจ้งว่าผู้ตายรับประทานอาหารมื้อเที่ยงคือก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่เนื้อไป 2 จาน จึงสันนิษฐานได้ว่า ผู้ตายถูกฆ่าตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากหายตัวออกจากบ้าน ต่อมาจับคนร้ายได้และสารภาพว่าได้ฆ่าผู้ตายตั้งแต่ตอน จับตัวแล้วเพราะผู้ตายต่อสู้ขัดขืนไม่ยอมให้จับ ซึ่งก็คือบ่ายวันที่ 1 นั่นเอง
(ไม่พบอาหารในกระเพาะกินมาแล้ว3-6ชม.,พบครึ่งกระเพาะกินมาประมาณครึ่งชม.ถึง2ชมเศษ., พบเต็มกระเพาะกินมาไม่เกินครึ่งชั่วโมง)
Insect Activity(การเจริญเติบโตของตัวหนอน)
อีกสิ่งหนึ่งที่อาจจะช่วยบอกระยะเวลาการตายได้คือ การเติบโตของตัวหนอนที่อยู่บนตัวศพ การทราบว่าชนิดของตัวหนอนเป็นแมลงชนิดใด จะทำให้ทราบว่าแมลงชนิดนั้นเติบโตมานานเท่าใดใช้เวลากี่วันก็ช่วยในทางอ้อมได้ แมลงวันเป็นแมลงที่พบบ่อยที่สุดในการเป็นตัวหนอนบนศพ ในคนไทยเคยมีผู้ศึกษาว่าหนอนแมลงวันจะโตถึงตัวยาว 1 – 1.5 เซนติเมตรในเวลา 4 วัน และจะคลานยั้วเยี้ย แต่ถ้า 5 วันหนอนอาจจะยาวขึ้นได้อีกเพียงเล็กน้อยและไม่ค่อยคลานเพราะกำลังจะเปลี่ยนเป็นดักแด้ เริ่มเปลี่ยนเป็นดักแด้ในวันที่ 6 แต่ถ้าพบซากของดักแด้จำนวนมากแล้วอาจจะผ่านมา 20 วันแล้ว การสังเกตตัวแก่ที่สุดเป็นชนิดใดอาจจะช่วยบอกเวลาตายได้ อย่างไรก็ตามถ้าศพไม่มีแมลงวันตอมก็ไม่มีตัวหนอนให้พบได้

Scene Marker(สิ่งที่ปรากฏในที่เกิดเหตุ)
การตรวจสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดสามารถช่วยบอกระยะเวลาการตายได้ดี จำนวนหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในช่องหน้าบ้านอาจจะช่วยบอกว่าไม่ได้ออกมาเก็บหนังสือพิมพ์ไปกี่วันแล้ว หรือพบศพผัวเมียถูกฆ่าตายในบ้านมาหลายวัน แต่บนโต๊ะอาหารในครัวยังมีแก้วกาแฟ 2 ใบยังมีกาแฟเหลืออยู่ทั้ง 2 ใบ แสดงว่าน่าจะถูกฆ่าตั้งแต่หลังอาหารเช้าวันใดวันหนึ่ง ลักษณะการแต่งกายเป็นชุดนอน หรือ ชุดจะออกจากบ้าน อาจจะมีใบเสร็จจากเครื่อง ATM ซึ่งมีวันเวลาการถอน หรือมีใบเรียงเบอร์อยู่ในกระเป๋าผู้ตาย หรือคนที่ออกมาวิ่งทุกเช้าแล้วอยู่ดีดีหายไป ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงหลังตายที่เกิดจากเหตุอันไม่เป็นธรรมชาติอื่นๆอีกเช่น

Embalmment(การฉีดยาและตกแต่งศพ)
คือการฉีดยารักษาสภาพศพ ซึ่งมักจะใช้สารประกอบประเภท ฟอร์มาลดีไฮด์ และอาจมี แอลกอฮอล์ ฟีนอล โซเดียมเบนโซเอท ฯลฯ ซึ่งสารเหล่านี้ทำให้การตรวจ แอลกอฮอล์ ยาเสพติด CO ไซยาไนด์ บาบิทูเรท ฯลฯทำไม่ได้ นอกจากนั้นการฉีดยาศพด้วยสารเหล่านี้ ทำให้หนังศพแข็งตัวตรวจยากและผิวหนังจะมีสีคล้ำลงทำให้การตรวจบาดแผลคลาดเคลื่อนได้ง่าย และทำให้มีกลิ่นที่เป็นอันตรายในขณะทำการผ่าศพ
การตกแต่งศพเป็นอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการปกปิดสภาพบาดแผล(ภาพที่ 19.1-19.2)ทำให้การตรวจทำได้ยาก สีที่ใช้ทาบางครั้งใช้สีที่ล้างไม่ออกอีกด้วยนับว่ายังโชคดีที่วิธีการนี้ยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย

Incineration and Cremation(การเผาศพ)
คือการเผาศพซึ่งมักนิยมใช้ในศาสนาพุทธในประเทศไทย และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในต่างประเทศเพราะประหยัดกว่าการฝัง การเผาศพด้วยไฟในกลางแจ้ง(incineration)นั้นความร้อนมักจะสะสมจนถึง 1000องศาเซลเซียส กระดูกอาจจะมีเหลือก้อนใหญ่กว่าการเผาในเตาเผา(cremation)ซึ่งอุณหภูมิอาจขึ้นสูงถึง 2200องศาเซลเซียส ซึ่งการเผากรณีนี้จะเหลือเถ้ากระดูกโดยเฉลี่ยผู้หญิง 2.5 kg.ผู้ชาย 3 kg. ถ้าพบเถ้าเกินกว่า 6 kg. ให้สงสัยไว้ก่อนว่ามี 2 ศพ

Exhumation(การขุดศพ)
คือการขุดศพเพื่อตรวจ เมื่อศพถูกฝังก่อนการฝังศพมักจะได้รับการ ฉีดยารักษาศพ ตกแต่งศพ หรือบางครั้งไม่ได้มีการดำเนินการใดแต่ศพอยู่ในโลงที่ดีไม่มีความชื้น ไม่มีสัตว์หรือแมลงเข้าไปในโลงได้ ศพอาจจะอยู่ในสภาพที่ดีกว่าปล่อยไว้ในธรรมชาติ การประเมินเวลาตายจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

Animal Bite(สัตว์กัดแทะศพ)
นอกจากคนแล้ว สัตว์ต่างๆเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำลายสภาพของศพ เช่น มด หนู สุนัข ปลาหรือสัตว์กินเนื้อหรือกินซากศพอื่นๆ ซึ่งอาจจะแทะ กัด กิน เกิดการทำลายสภาพศพให้เสียไปและอาจทำให้ผู้ตรวจศพให้ความเห็นผิดพลาดไปได้ถ้าไม่มีประสบการณ์(ภาพที่20-23)

สรุป
เมื่อประมวลทุกอย่างแล้วการหาระยะเวลาในการตาย(ในอุณหภูมิและความชื้นของประเทศไทยโดยเฉลี่ย และศพไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเบื้องต้น


1. ตายใหม่ๆประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง ตัวอ่อนปวกเปียก และ อาจจะรู้สึกว่ายังอุ่นๆ(ยกเว้นในการเกิดคาดาเวอริคสปัสซั่ม หรือรายที่แข็งตัวเร็วผิดปกติ)บวกหรือลบ 1-2 ชั่วโมง
2. ตายช่วง 6 ชั่วโมง แข็งตัวของกล้ามเนื้อของร่างกายบางส่วน แต่ลิวิดิตี้ยังเกิดไม่เต็มที่และยังไม่Fix บวกหรือลบ 3 – 4 ชั่วโมง
3. ตายช่วง 12 ชั่วโมง แข็งเต็มที่ทั่วทั้งตัว ลิวิดิตี้ปรากฎเต็มที่ บวกหรือลบ 4 –6 ชั่วโมง
4. ตายช่วง 18 ชั่วโมง แข็งไม่ทั่วตัว แต่ลิวิดิตี้ปรากฎเต็มที่และฟิกซ์ บวกหรือลบ 6 – 8 ชั่วโมง
5. ตายช่วง 24 ชั่วโมง แข็งไม่ทั่วตัว ท้องน้อยเริ่มทีสีเขียวอาจจะข้างเดียวหรือ 2 ข้าง ลิวิดิตี้ยังเห็นเต็มที่ บวกหรือลบประมาณ 6 – 8 ชั่วโมง
6. ตายช่วง 48 ชั่วโมง อ่อนตัว ไม่มีการแข็ง คล้ำตามร่างกายส่วนบน มีเส้นเลือดขึ้นเขียวทั่วไป เริ่มมีอืดพอสังเกตุได้ บวกหรือลบประมาณ 12 –24 ชั่วโมง
7. ตายช่วง 4 วัน ขึ้นอืดเต็มที่ ลิ้นจุกปาก ตาถลน หนังลอกตัวบางส่วน ใบหน้าคล้ำจัด บวกหรือลบ 1 – 2 วัน
8. ตายช่วง 7 วัน เนื้อเยื่อเริ่มหายไปบางส่วนเช่นที่หน้าผากหรือใบหน้า อาจจะมองเห็นกระดูกหน้าผากหรือกระดูกโหนกแก้มบางส่วน บวกหรือลบ 2 – 3 วัน
9. ตายช่วง 2 อาทิตย์ เนื้อเยื่อของร่างกายสลายตัวมากขึ้น อาจจะเห็นกระดูกซี่โครง และ อวัยวะในช่องอกเน่าอยู่ภายใน บวกหรือลบ 5 - 6 วัน
10. ตายช่วง 3 อาทตย์ เนื้อเยื่อสลายตัวมากขึ้น ศรีษะด้านบนอาจจะเหลือแต่กะโหลก ซี่โครงเห็นมากขึ้น เนื้อเยื่อหน้าท้องหายไปเห็นลำไส้และอวัยวะในช่องท้องเน่าสลายตัว บวกหรือลบ 7 – 10 วัน
11. ตายช่วง 1 เดือน เนื้อเยื่อสลายตัวเกือบหมดทั้งตัว แต่ยังมีเนื้อเยื่อเหลือบางส่วนเช่นบริเวณต้นขา สะโพก หรือหลังส่วนที่นอนทับอยู่ บวกหรือลบ 1 – 2 อาทิตย์
12. ตายช่วง 3 เดือน ไม่มีเนื้อเยื่อเหลือเลย กระดูกบางส่วนเช่นนิ้วมือนิ้วเท้าหลุดออกจากกัน แต่กระดูกสันหลังยังยึดติดกันได้ด้วยพังผืด บวกหรือลบประมาณ 1 เดือน
13. ตายช่วง 6 เดือน กระดูกหลุดออกจากกันเป็นชิ้นๆ พังผืดก็สลายตัวหมดแต่ยังอาจจะมีกลิ่นเน่าให้สังเกตูได้ บวกหรือลบประมาณ 2 – 3 เดือน
14. ตายช่วง 1 ปี เหมือน 6เดือนแต่ไม่มีกลิ่นเลยเป็นกระดูกล้วนๆ บวกหรือลบประมาณ 4 – 6 เดือน

ที่มา http://www.ifm.go.th
Winter
Winter
นักล่าปริศนา
นักล่าปริศนา
จำนวนข้อความ : 678
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 33
วันเกิด : 10/01/1997

การหาระยะเวลาการตาย Empty Re: การหาระยะเวลาการตาย

on Fri Mar 16, 2012 9:58 am
ขอบคุณจ้า
NaBee
NaBee
ผู้ชนะเกมสิบทิศ
ผู้ชนะเกมสิบทิศ
จำนวนข้อความ : 1169
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 231
วันเกิด : 11/01/1998
งานอดิเรก งานอดิเรก : ร้องเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน เต้น cover วาดรูป แต่งนิยาย(ไม่เคยจบ) ดูหนัง เล่นเกมส์ เที่ยวไปวันๆ

การหาระยะเวลาการตาย Empty Re: การหาระยะเวลาการตาย

on Sat Mar 17, 2012 11:59 am
โห ข้อมูลดีมากๆเลย ขอบคุณมากค้าาาา

____________________
나비



การหาระยะเวลาการตาย Butter10
avatar
????????
ผู้มาเยือน

การหาระยะเวลาการตาย Empty Re: การหาระยะเวลาการตาย

on Thu May 31, 2012 2:12 am
ใจมากครับ
/Charcoal/
/Charcoal/
ผู้รวบรวมความจริง
ผู้รวบรวมความจริง
จำนวนข้อความ : 2223
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 171
วันเกิด : 02/03/1920

การหาระยะเวลาการตาย Empty Re: การหาระยะเวลาการตาย

on Sat Nov 03, 2012 8:05 pm
Baby Flame
การหาระยะเวลาการตาย Tumblr_m0jrri8BNM1rn53hso7_250

This dice is not existing.

____________________
การหาระยะเวลาการตาย 63519571501220311213
"TO LEAD MY COMRADES TO VICTORY WITHOUT FAIL.  THAT IS MY FIGHT." (Mavis 304:17)
Na///SodiUm
Na///SodiUm
นักผจญภัยที่ใหญ่ยิ่ง
นักผจญภัยที่ใหญ่ยิ่ง
จำนวนข้อความ : 450
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 81
วันเกิด : 09/03/1995
งานอดิเรก งานอดิเรก : อ่านหนังสือ(นิยาย,การ์ตูน) , ฟังเพลง , ดูหนัง

การหาระยะเวลาการตาย Empty Re: การหาระยะเวลาการตาย

on Sat Nov 03, 2012 8:13 pm
ท่าตีหัวแมว!

การหาระยะเวลาการตาย Tumblr_mcvvbp24WT1rbuf5do3_250

This dice is not existing.
bobonus
bobonus
นักล่าปริศนา
นักล่าปริศนา
จำนวนข้อความ : 679
ชื่อเสียง&น้ำใจ ชื่อเสียง&น้ำใจ : 71
วันเกิด : 23/01/1995
งานอดิเรก งานอดิเรก : เข้าโรงเรียน

การหาระยะเวลาการตาย Empty Re: การหาระยะเวลาการตาย

on Sat Nov 03, 2012 8:18 pm
This dice is not existing.

เจอไฟบรรลัยกันนน!!
การหาระยะเวลาการตาย Tumblr_mcl81xriNn1rnuqpzo1_500
ขึ้นไปข้างบน
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ